โพลาลอยด์

โพลาลอยด์

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความตาย

ความตายคืออะไร ไม่มีใครคนไหนสามารถที่จะให้คำตอบได้อย่างแน่นอน อย่างดีก็เป็นแค่แสดงความคิด ความเห็น ความเชื่อ แต่นั่นไม่ใช่คำตอบ คนที่ตอบได้คือคนที่ตายไปแล้ว


ในด้านการแพทย์ การตายเป็นการหยุดอย่างสิ้นเชิงถาวรของสรีรสภาพการทำงานของร่างกายทั้งสมอง ที่เป็นที่ตั้งของความคิดจิตอารมณ์ และการหยุดการทำงานดังกล่าว โดยทั่วไปและส่วนใหญ่ สามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ก็มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่ต้องอาศัยอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์มาใช้ เพื่อพิสูจน์ยืนยันให้แน่นอน

ในอดีต ถือกันว่าชีวิตสิ้นสุดลงเมื่อหัวใจหยุดเต้นหรือไม่มีลมหายใจ ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่า การตายอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นต่อเมื่อ สมองหยุดทำงานแล้วเท่านั้น และสมองจะตายเมื่อหัวใจหยุดเต้นอย่างแน่นอนแล้ว และเซลล์สมองจากออกซิเจนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5 นาที การใช้มือจับดูความอุ่นของร่างและทดสอบการเคลื่อนไหวไม่สามารถบอกได้เด็ดขาด ว่าเป็นการตาย เพราะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆภายนอก เช่นอากาศและอุณหภูมิ ยกเว้นการตายได้เกิดขึ้นมานานพอควร


เหตุหรือปรากฏการณ์ที่สัมพันธ์กับการตาย โดยเฉพาะการตายด้วยอุบัติเหตุ ฆาตกรรม ที่เกิดอย่างกระทันหันและรุนแรง โดยมากจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวสาเหตุเอง ประกอบลักษณะการตายอยู่แล้ว ส่วนการตายที่เป็นไปโดยธรรมชาติก็จะมีอาการแสดง ที่บอกเหตุ ที่อาจสังเกตได้ชัดเจนว่า ความตายได้มาถึงแล้วอย่างแน่นอน แม้ผู้สังเกตจะไม่ใช่แพทย์หรือพยาบาลก็ตาม



ที่น่าสนใจคือ อาการที่คนสมัยโบราณได้บันทึกไว้ เช่นในหนังสือคู่มือการตายของธิเบต (The Tibetan Book of The Dead) ที่อธิบายไว้ว่า มีอยู่สามกลุ่มอาการ คือ


1. ความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายกำลังถูกกดดันด้วยน้ำหนัก เหมือนกับดินกำลังจมไปใต้น้ำ จนรู้สึกอึดอัดเป็นที่สุด หายใจไม่สะดวก ทุรนทุราย หายใจเสียงดังหรือต้องอ้าปากหายใจ ดวงตาจะเบิกกว้าง
2. ความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายเปียกแฉะ และเย็นสะท้าน แต่ข้างนอกกลับร้อนอบอ้าว เหมือนกับน้ำกำลังจมในกองไฟ อาจสังเกตจากภายนอกมีน้ำเหนียวออกมาทางจมูกหรือปาก
3. ความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับไฟกำลังจมหายละลายไปในอากาศ บางทีมีการร้องคราง หรือตะโกนออกมาดังๆด้วยความปวดร้าว

ทางนิกายลามะยังบรรยายเสียงร้องครางดังๆหรือเสียงตะโกน ว่าเป็นเพราะการแตกสลายของธาตุหยาบทั้งสี่ คือเมื่อธาตุดินแยกสลายพลังชีวิต เสียงที่ได้ยินจะหวยหวน ธาตุน้ำจะได้ยินเหมือนของหนักตกลงมาจากยอดเขา ธาตุลมจะได้ยินเหมือนเสียงคลื่นกระทบฝั่ง และธาตุไฟจะให้เสียงครางเหมือนเสียงไฟไหม้ป่าที่กำลังโหมแรง เสียงที่บ่งบอกการแยกสลายพลังชีวิตหรือที่เรียกว่า เกษตรญาณ หรือ ชีวาตมัน จะมีความสำคัญต่อลักษณะนำที่เป็นองค์ประกอบของกองขันธ์ของแต่ละคนที่แตกต่าง กันไป คือ
ธาตุดิน ได้แก่ส่วนที่เป็นรูปกาย สัญลักษณ์ของอัตตาอหังการในสัญญาขันธ์
ธาตุน้ำ ได้แก่ธารแห่งพลังชีวิตหรือระบบเลือด สัญลักษณ์ของความโกรธเกลียดชิงชังแห่งวิญญาณขันธ์
ธาตุลม ได้แก่ลมที่หายใจเข้าออก สัญลักษณ์ของความอิจฉาริษยาในสังขารขันธ์
ธาตุไฟ ได้แก่ส่วนของสมองชั้นต่ำจิตที่เป็นสัญชาตญาณดิบของสัตว์ สัญลักษณ์ของความกำหนัดใคร่ในกามในเวทนาขันธ์
ส่วนธาตุละเอียด หรือ อากาศธาตุ (ethereal) ที่เป็นธาตุแห่งจิตวิญญาณการรับรู้ที่เป็นปัญญาจะไม่มีการแตกสลาย แต่คงสภาพเพื่อการแปรไปตามสังสารวัฏ

พื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความตาย ถือว่าเป็นการจำพรากอย่างถาวรนิรันดร คือความไม่รู้ และความสงสัยอยากรู้ เมื่อไม่สามารถรู้จริงโดยตรรกะและเหตุผล เรื่องความตายจึงจัดไว้ด้วยกันกับเรื่องลี้ลับ ความไม่รู้และความลึกลับ ก็เลยกลายเป็นความกลัว ความคิด ความเชื่อ ความหวังจึงเป็นหนทางเดียวของมนุษย์ที่จะพยายามหาทางออก เพื่อทำความเข้าใจความตาย และทฤษฎีทางจิตวิทยาหรือทางศาสนา ก็เป็นหนทางที่จะช่วยแบ่งเบาความกลัวตายลงมาบ้าง ทฤษฎีต่างๆสรุปแล้วก็มีอยู่เพียง 2 แนวทาง คือ ตายแล้วหมดเรื่องหมดราว กับตายแล้วไปเกิดใหม่อีกหรือตายแต่ตัวแต่ร่างกายโดยจิตและวิญญาณไม่ตาย

กฤษณามุรติ ได้ขมวดไว้กลางๆว่า ความตายนั้น แน่นอนที่สุดที่มันจะต้องเป็นสิ่งธรรมดาที่ไม่ธรรมดาที่สุด ซึ่งก็เช่นเดียวกับความเป็นหรือความมีชีวิต ชีวิตเป็นผลรวมรวบยอดของทุกสิ่งทุกอย่าง ความเศร้าโศกเสียใจ ความเจ็บปวดรวดร้าว ความสนุกเพลิดเพลิน ความคิดบ้าๆบอๆ ความอิจฉาตาร้อนหึงหวงและระแวงระวัง ความรักและความผูกพัน และความทุกข์ทรมานของความโดดเดี่ยวว้าเหว่และวังเวง ทั้งหมดนั่นคือ ชีวิต หากเราจะพยายามเข้าใจ ไม่หยิบแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดชิ้นหนึ่งชิ้นใดของมันมาแต่เฉพาะแล้วอยู่กับสิ่ง นั้นอย่างหลงใหล ดังนั้นหากจะเข้าใจความตาย ก็ต้องเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง เพราะทั้งสองอย่าง แยกออกจากกันและกันไม่ได้โดยเด็ดขาด

นักโบราณคดีวิทยาศาสตร์ (archeologist) มีความเห็นว่า มนุษย์ดึกดำบรรพ์ร่วมสมัยมนุษย์โคร-มาญ็อง (Cro-magnon) ตั้งแต่สองสามหมื่นปีมาแล้ว เชื่อว่าผู้ที่ตายไปแล้วจะเกิดใหม่ในโลกหน้าที่หนึ่งที่ใด หรือกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ จึงมักบรรจุงาช้าง หรือกระดูกสัตว์ อาวุธที่ทำด้วยหินไว้ในหลุมฝังศพ ต่อมาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะจากส่วนไหนของโลก เช่น อียิปต์ ไซบีเรีย จีน อเมริกา แม้กระทั่งในบ้านเรา ล้วนพบเครื่องใช้รวมอยู่ในหลุมฝังศพด้วย

ในพิธีกรรมทางศาสนาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องลี้ลับเฉพาะวงใน (esoteric) ที่ที่เกี่ยวกับความตายในสมัยเริ่มมีการบันทึก ไม่ว่าในรูปของ ตำนานหรือนิยายปรัมปรา เช่น บนแผ่นกระดาษปาปีรัส (heiroglyphic writing) ที่อียิปต์ ในแผ่นดินเหนียว (cuneiform pictographic writing) ที่เมโสโปเตเมีย มาจนถึงการบันทึกทีอาจถือว่าเป็นกึ่งประวัติศาสตร์ เช่น ที่สลักไว้ตามฝาโลงศพและปิรามิดที่เป็นโองการต่างๆในโอลด์เทสตาเม็นต์

พลาโต ได้กล่าวไว้ในบท ทิเมอุส (Timaeus) เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาลว่า วิญญาณไม่ได้สูญสิ้นไปกับร่าง (Soul survives the body) ความตายคือการปลดปล่อยวิญญาณของตัวเองออกจากการคุมขัง จากร่างกายสู่โลกแห่งอุดมคติ เพราะว่าอุดมคติเท่านั้นที่เป็นความจริงที่ถาวรนิรันดร

ตามความรู้ที่เป็นศาสตร์ลี้ลับกันต่อๆมา แก่สานุศิษย์วงในโดยเฉพาะ (esoteric) ของศาสนาต่างๆ ที่เป็นกระบวนการหรือกรรมวิธีที่ความตายดำเนินไป ก่อนที่วิญญาณจะละจากร่างกาย มีขั้นตอนที่มีส่วนละหม้ายคล้ายคลึงกัน เช่น ระหว่างอียิปต์กับธิเบต หรือกรีกกับชนเผ่าอินเดียนแดงบางเผ่าในอเมริกา ยกตัวอย่างพิธีกรรมที่เ รียกว่า เมื่อวันจำพรากมาถึงในคัมภีร์แห่งความตาย (The coming forth from the day or per-em-hru:Death in ancient egypt) ของชาวอียิปต์โบราณกว่าสามพันปีมาแล้ว กับโองการลี้ลับของชาวธิเบตที่เรียกว่า การเป็นอิสระหลังวันตาย ในคัมภีร์แห่งความตาย (Liberation by hearing of the after-Dead or bardo thodol:The tibetan book of dead) เป็นต้น

อียิปต์ในยุคสมัยก่อนมีราชวงค์ (Predynastic Egypt) ตั้งแต่ก่อน 5,000 ปีมาแล้ว เชื่อว่ามนุษย์ตายไปแล้วจะคงสภาพของรูปร่าง และจิตวิญญาณเอาไว้เช่นเดียวกับตอนยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นในสมัยก่อนปิรามิด หลุมฝังศพของคนสำคัญ นอกจากจะมีเครื่องใช้ อาวุธ หรือเครื่องประดับ แล้วยังมีศพของผู้ถูกฆ่าตายใหม่ๆ เพื่อให้ตามไปเป็นบริวารรับใช้ในภพหน้าด้วย เช่น องค์ฟาโรห์ ซึ่งถือว่าเป็นทั้งกษัตริย์และเทพในภาพเดียวกัน วิญญาณของฟาโรห์จะออกจากร่างภายหลังที่ได้ตายไปแล้ว และทันทีก็จะไปสิงสู่อยู่ในดาวเหนือ (Circumpolar star) ในสมัยอียิปต์โบราณ ไม่ใช่ดาวเหนือในปัจจุบันที่เป็นดาวโพลาริส (Polaris) แต่เป็นดาวซิเรียส (Sirius) ซึ่งตอนนี้ย้ายลงไปอยู่ตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับขอบฟ้า วิญญาณของฟาโรห์จะเดินทางไปกับเรือของเทพ รา (Ra or Re) เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ในสมัยกลางราชวงค์ นับแต่ฟาโรห์อะเค็นนาตอน (Akhenaton) เมื่อพระเจ้าทั้งหมดรวมเป็นองค์เดียวกัน เรียกว่า อะต็อน หรืออะเต็น (Aton-Aten) คือ รา องค์เดิม ในสมัยหลัง (Late Dynasty) จนถึงสมัยกรีกและโรมัน ฟาโรห์จึงเป็นพระเจ้าที่ชื่อ โอซิริส (Osiris)

ในบาร์โดโธดอล คัมภีร์แห่งความตายของชาวธิเบต ถือว่าการตายมีกระบวนการหรือขั้นตอนที่ตรงกันข้ามกับการเกิด แต่ทั้งสองเป็นการเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ (consciousness principle) จากสภาพแวดล้อมหนึ่งไปสู่อีกแวดล้อมหนึ่ง สำหรับการตายในคนทั่วไปนั้น จิตวิญญาณจะออกจากร่างทันทีหลังลมหายใจออกครั้งสุดท้าย ทางการแพทย์ปัจจุบัน พลังงานสมองยังคงสามารถตรวจวัดพลังงานได้อยู่อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ยาวนานพอ สมควร แม้ผู้นั้นจะตายไปแล้ว แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในทฤษฎีการตายของชาวธิเบต สำหรับผู้ที่ได้ฝึกสมาธิหรือโยคะเป็นประจำ หรือผู้ทรงศีล จิตวิญญาณสามารถออกจากร่างกายก่อนหน้าที่จะหมดลมหายใจ โดยอาศัยสนามพลังที่มีลักษณะคล้ายคลึงสนามแม่เหล็ก (electormagnetic field)

ในหนังสือรีพับลิกเล่มที่สิบ (Republic Book X) ของพลาโต ได้เล่าถึงทหารชาวกรีกชื่อ เออร์ (Er) ที่สิ้นสติตายไปถึง 12 วัน จนกระทั่งได้มีผู้นำร่างเขาขึ้นวางบนเชิงตะกอนเพื่อทำพิธีเผาศพ ขณะที่นักบวชกำลังร่ายโองการ และทหารกำลังจุดไฟเพื่อเผาตัวเขา เออร์ก็ได้ผลุดลุกลงมาจากเชิงตะกอน เออร์ได้เล่าให้เพื่อนๆฟังว่า เขาได้เดินไปตามทางที่สองฟากปลูกต้นไม้ไว้บานสะพรั่ง จนกระทั่งถึงบริเวณที่ผู้คนถูกลงโทษ ทรมานอย่างแสนสาหัส เขาได้พบกับเทพแห่งความตาย ผู้สั่งให้เขารีบเดินทางกลับมายังโลก เพราะเวลาสำหรับเขายังมาไม่ถึง แต่เขาต้องเสียเวลาไปมาก เพราะได้ไปเห็นการชำระความดีความชั่วและความต้องการของวิญญาณ ผู้ที่จะได้เลือกกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น