โพลาลอยด์

โพลาลอยด์

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แชลแนลเทิลแนว

ชื่อสถานที่

แชลแนลเทิลแนว
: Channel Tunnel
สถานที่ตั้ง ติดต่อคมนาคมระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส
ปัจจุบัน สามารถใช้บริการได้

เป็นอุโมงค์ที่ให้ลอดใต้ช่องแคบอังกฤษ Channel Tunnel เป็นอุโมงค์ลอดใต้ทะเล ที่ยาวที่สุดในโลก คือมีความยาวถึง 49.94 กิโลเมตร อุโมงค์นี้มีทั้งทางวิ่งของรถไฟและรถยนต์ ทำให้การติดต่อคมนาคมระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นไปอย่างสะดวกมาก

รถไฟที่ใช้วิ่งในอุโมค์นี้ ก็เป็นรถไฟด่วนแบบเดียวกับ รถไฟด่วน TGV (รถไฟที่เร็วที่สุดในโลก ของฝรั่งเศส) มีชื่อว่า ยูโรสตาร์ วิ่งที่ความเร็วเกือบ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่ออยู่บนแผ่นดินฝรั่งเศส แต่เมื่อช่วงลอดอุโมงค์และวิ่ง ในอังกฤษจะลดความเร็วลงไปอีกมากด้วยเหตุผลทางด้านกฎเกณฑ์ของอังกฤษ

ม่อนผานักบุญมิแชล

ชื่อสถานที่

ม่อนผานักบุญมิแชล
: Mont Saint Michel in France
สถานที่ตั้ง แคว้นบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

พระอารามอันตั้งอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดตื่นตาน่าดูที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เกิดขึ้นเมื่ออัครเทวทูตไมเกิลหรือมิแชลได้มาปรากฎองค์ต่อโอแบร์ต พระราชาคณะ(บิชอบ) แห่งอาวรางช์และมีบัญชาให้สร้างสถานที่เผยแพร่คำสั่งสอนของพระเจ้า บนเกาะที่มีภูเขา เรียกกันในเวลานั้นว่าตองเบ ลักษณะของภูเขาลูกนี้เป็นรูปกรวยคว่ำ สูงเด่นงดงามขึ้นไปจาก หาดทรายชายทะเลของแคว้นบริตตานีในฝรั่งเศส

การก่อสร้างเริ่มแรกทำในระหว่างคริสต์ศักราช 1017-1144 ณ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ โบสถ์เก่าชื่อโนเตรอะดาม-ซู-แตร์ (คุณผู้หญิงใต้ดินของเรา) สร้างกันไปถึงยอดระหว่างสามศตวรรษถัดมา มีการสร้างเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ รวมทั้งสถานที่ซึ่งสร้างระหว่าง ค.ศ.1211-1218 เพื่อให้ความสะดวก แก่นักแสวงบุญที่ไปพักแรมคราวละเป็นจำนวนนับพัน

ตึกสร้างแบบศิลปะโกธิคที่เด่นมากคือ ตึกลาแมร์เวย หรือ ยอดมหัศจรรย์ ประกอบด้วย หมู่กุฏิโรงทาน กุฏิโรงรับรอง และเป็นที่เลี้ยงอาหาร มีระเบียงซึ่งตกแต่งไว้อย่างงดงามสวยสดใส ช่วยให้ความงามอันแท้จริงของศิลปะโกธิคเด่นชัดขึ้น

ในสมัยสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส อังกฤษซึ่งยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส ไว้ได้ ก็มิได้กักกันรังแกผู้ที่จะไปแสวงบุญที่นี้ ซึ้ายังช่วยให้ความสะดวกปลอดภัยอีกด้วย ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีการสร้างกำแพงป้อมปราการป้องกันศัตรูอย่างแข็งแรง แทนบางส่วนที่พังทะลายไป ที่สร้างใหม่ล้วนใช้ศิลปะแบบโกธิคทั้งสิ้น ยอดแหลมของโบสถ์ ใหญ่สร้างต่อเติมในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เอง แต่ยังรักษาศิลปะสมัยกลางไว้อย่างครบถ้วน ดูเหมือนมงกุฎของม่อนผานักบุญมิแชล

รอบ ๆ พระอารามมีหมู่บ้านติดต่อกันไปตามแนวกำแพง ป้องกันข้าศึกที่จะมาจากทางบกและทางทะเล นอกจากกันน้ำขึ้นน้ำลงซึ่งเป็นไปได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผู้แสวงบุญที่จาริกไปเยี่ยมเยียนพระอารามนี้ส่วนใหญ่ จะมาทางบก ผ่านกำแพงค่ายคูประตูป้อมเข้ามา แล้วก็จะเดินเวียนไปตามทางจากล่างไปบนจนถึงยอดระหว่างทางมีร้านค้า บ้านพักเรือนรับรองที่อยู่ประจำของผู้ดูแลรักษาตั้งแต่เป็นคนธรรมดา บาทหลวงผู้น้อยผู้ใหญ่ จนถึงระดับพระราชาคณะ ปัจจุบันอาคารสถานที่ร้ารรวงได้จัดไว้เป็นสัดส่วน มีที่พัก ภัตตาคาร ร้านขายของที่ระลึกอันทันสมัยสำหรับผู้ไปเยี่ยม ประมาณกันว่าม่อนผานักบุญมิแชล นี้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 400 ฟุต (130 เมตร)

เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์


ชื่อสถานที่

เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์
: Hoover Dam
สถานที่ตั้ง ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

เขื่อนฮูเวอร์ หรือ ทำนบโบลเดอร์ เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นเพื่อกั้นแม่น้ำโคโลราโดไว้ตลอดปี เพื่อป้องกันอุทกภัยในฤดูหนาว เพื่อการชลประทานในเขตนั้น สงวนพันธ์ปลา และเพื่อผลิตพลังไฟฟ้าอีกด้วย

ตัวเขื่อนฮูเวอร์ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กยาว ตัวทำนบสูง 218 เมตร ฐานข้างล่างกว้าง 198 เมตร สันทำนบข้างบนกว้าง 13.5 เมตร ยาว 385 เมตร ใช้คอนกรีต เฉพาะสร้างตัวทำนบ 3,250,000 ลูกบาศก์หลา และส่วนอื่น ๆ อีก 4,400,000 ลูกบาศก์หลา มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จากน้ำตก 17 เครื่อง ให้กำลังไฟฟ้า 1,835,000 กิโลวัตต์ เมื่อจะก่อสร้าง ใช้เวลาสำรวจถึง 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2447-2467 (ค.ศ. 1904-1924) เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2472 (ค.ศ.1929) เสร็จเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เมื่อปิดกั้นเขื่อนเต็มที่แล้ว เหนือเขื่อนขึ้นไปเกิดเป็นทะเลสาบยาวตามตามลำแม่น้ำถึง 115 ไมล์ มีบริเวณทั้งหมด 225 ตารางไมล์ เรียกชื่อทะเลสาบนี้ว่า ทะเลสาบมี๊ด ตามชื่อของมิสเตอร์มี๊ด อธิบดีกรมการฟื้นฟูที่ดินของ สหรัฐอเมริกาสมัยนั้น และเขื่อนฮูเวอร์ ก็ตั้งชื่อตามนามของ ประธานาธิบดีฮูเวอร์ ผู้ลงนามใน พ.ร.บ. โบลเดอร์ แคนยอน ให้สร้างเขื่อนนี้ได้

ความจริงเขื่อนที่มีขนาดใหญ่โตกว่าเขื่อนฮูเวอร์ก็มีอยู่แต่โดยทั่วไปยกย่อง ให้เขื่อนฮูเวอร์เป็นสิ่งก่อสร้าง อันน่ามหัศจรรย์ชิ้นแรกที่เอาชนะธรรมชาติอันร้ายแรงของน้ำท่วม และการกักเก็บน้ำให้เกิดเป็นทะเลสาบขึ้นมาได้ ซึ่งไม่เคยมีใครสร้างสำเร็จใหญ่โตมหึมาเช่นนี้มาก่อน

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ประวัติกล้วยไม้

กล้วย ไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จนกระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง
แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชีย
แป ซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกา ใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วย ไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย
จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงาม ของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวัน ตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้า ราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ ที่หายากและมีราคาแพง
หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้น ให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย
การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการ กล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัด ต่างๆ
ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบ อีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ใน ประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต
ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วย ไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ
ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา

ประวัติดอกกุหลาบ


กุหลาบ มาจากคำว่า " คุล " ในภาษาเปอร์เชีย แปลว่า " สีแดง ดอกไม้ หรือดอกกุหลาบ " เข้าใจว่าจากเปอร์เซียได้แพร่เข้าไปในอินเดีย เพราะในภาษาฮินเดียมีคำว่า " คุล " แปลว่า " ดอกไม้ " และคำว่า " คุลาพ " หมายถึงกุหลาบอย่างที่ไทยเราเรียกกัน แต่ออกเสียงเป็น " กุหลาบ " ส่วนคำว่า "Rose" มาจากคำว่า "Rhodon" ที่แปลว่ากุหลาบในภาษากรีก ดังนั้นกุหลาบพันปีหรือกุหลาบป่าไทยก็คือต้น Rhodo นั่นเอง

กุหลาบเป็นไม้ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก อาจเป็นเพราะเป็นดอกไม้ที่มีสีสวย ไม่ใช่แค่สีเดียวในหนึ่ง บางดอกให้เฉดสีสวยงามอย่างยากที่ศิลปินใดจะวาดเลียนแบบได้ ส่วนกลิ่นหอมที่แตกต่างแต่ละสายพันธุ์ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจและยังสามารถ

บังคับให้ออกดอกได้ตามจังหวะเวลาที่ต้องการตามเทศกาลที่สำคัญๆอย่างง่ายมาก

กุหลาบถูกนำไปเป็นสัญญลักษณ์ของสิ่งต่างๆมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของความรัก มีกุหลาบชื่อภาษฮังกฤษว่า My Valentine นำเข้ามาปลูกในบ้านเรานานแล้ว เป็นกุหลาบลูกผสมระหว่าง Little chief กับ Little Curt นำออกมาเผยแพร่ครั้งแรกตั้งแต่ปีพ . ศ .2518 กุหลาบพันธุ์นี้ออกเป็นช่อหลายดอกในกิ่งเดียว มีสีแดงอมส้มสดกลิ่นหอมอ่อนมากจนอาจไม่ได้กลิ่น ใบมีสีเขียวเข้มตัดกับสีดอก นิยม

ปลูกเป็นไม้กระถางไม่นิยมตัดดอกขาย
นอกจากการให้กุหลาบในวันวาเลนไทน์แล้ว การให้กุหลาบสีอะไร เสมือนระบุความหมายเป็นนัยๆอีกด้วยเช่นถ้าสีแดงหมายถึงสีที่แสดงถึงความรัก ส่วนจำนวนดอกที่ให้ก็แสดงความรักเช่นกัน กฏเกณฑ์พวกนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งคนเริ่ม แต่สรุปว่าให้หนึ่งดอกนั้นคือรักแรกพบ สามดอกแค่รักคุณ สำหรับ 999 ดอกรักคุณจนความตายมาพรากเราจากกัน



วิธีสลายความทุกข์ด้วยตัวเอง


ความทุกข์ก็คือความไม่สบายใจ เมื่อ ไม่สบายกายบางครั้งแค่ซื้อยากินเองก็หายแต่บางครั้งก็ต้องไปหาหมอให้เยียวยา รักษา จึงจะหายจากการไม่สบายหรือความทุกข์กาย ความไม่สบายกายก็เช่นกัน ถ้าเป็นมาก ๆ ก็อาจต้องไปพบจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิตเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ถ้ายังเป็นไม่มากนักเป็นความไม่สบายใจ ความทุกข์ใจที่ผ่านมาในชีวิตประจำวันไม่รุนแรงถึงกับทำให้เจ็บป่วยทำงานไม่ ได้ แต่ก็ทำความรำคาญและริดรอดความสุขในชีวิตไปความไม่สบายใจหรือความทุกข์ใจ กรณีแบบนี้ น่าจะเยียวยาได้ด้วยตัวเอง วันนี้จึงอยากเสนอแนะวิธีการสลายความทุกข์ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ดังนี้
ความทุกข์เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ว่าจะเป็นลูกที่น้อยใจพ่อ-แม่ว่ารักพี่หรือน้องมากกว่า ลูกน้อยที่น้อยใจหัวหน้าที่ไม่เคยให้ความสำคัญ ไม่เคยให้สองขั้น ไปยกย่องเพื่อนร่วมงานที่ความสามารถน้อยกว่า หรือภรรยาน้อยใจที่สามีว่าชอบเห็นความสำคัญกับงานมากกว่าเธอ เป็นต้นควรสลายความทุกข์เหล่านี้ด้วยคำว่า “ช่างเขา” ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขา ปล่อยเขาไป เขาจะได้ดีกว่ามีคนรักมากกว่าชื่อเสียงเงินทองมากกว่า ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรา เขาได้ดีกว่าเพราะเขาทำบุญมากกว่า ถ้าเราอยากได้ดีอย่างเขาก็ควรเร่งทำตัวเสียใหม่ให้เป็นที่พอใจของพอ่แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และสามี แต่ถ้าทำไม่ได้เพราะความสงสัยของเราก็จงท่องคำว่า “ช่างเขา”
ความทุกข์จากการถูกนินทา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ลับหลัง ซึ่งความจริงก็แค่ลมปากแต่เมื่อสัมผัสด้วยการได้ยิน กลับทำร้ายจิตใจได้ชงัดนัก เกิดความเจ็บร้อนมากที่เดียววิธีสลายความทุกข์จากการนินทาก็คือบอกตัวเองว่า “ฉันไม่แคร์” จะไม่เก็บมาคิด ไม่เอาใจใส่ให้เจ็บใจจนนอนไม่หลับซึ่งถ้าเราไม่แคร์แล้วลมปากเหล่านั้นก็จะ พัดผ่านหายไปเอง
ความทุกข์จากการทำผิด ควรคิดอยู่เสมอว่า “คนเราผิดกันได้” ในโลกนี้คงไม่มีใครหลอกที่ไม่เคยทำผิดอยู่ที่ว่าเมื่อรู้ตัวว่าผิดแล้วคิด แก้ตัว พยายามทำสิ่งที่ถูกต้องใหม่หรือเปล่า ความทุกข์ทกอย่างแก้ไขได้เสมอถ้ามีความพยายามและตั้งใจจริง
ความทุกข์จากการขลาดกลัว ควร รู้จักสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง ค้นหาข้อดีของตัวเองแล้วยึดไว้เป็นความภาคภูมิใจ และกล้าเผชิญกับสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ต่าง ๆ จะช่วยให้มีกำลังใจมากขึ้น
ความทุกข์ที่ไม่สามารถบอกใครได้ เป็นความลับคับอกจริง ๆ ต้องทนทุกข์อยู่เสมอ ควรระบายออกด้วยวิธีต่าง ๆ จะทำให้นอนหลับสบายกายและใจมากขึ้น
ดังนั้น ความอดทน ความฉลาด รู้จักยั้งคิด และให้อภัย จึงเป็นหัวใจของการอยู่รอด
สู่ความสำเร็จได้ ชิวิตจะวุ่นวาย โลกมืดมิด ครอบครัวสับสนไร้สุข ก็เพราะคนเราขาดความตระหนักในปัจจัยดังกล่าวนี้ ตรงกันข้ามหากคนเราตระหนักและน้อมนำใจให้ฝึกฝน เพิ่มพูนคุณธรรม 4 ประการนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดบนรากฐานของความถูกต้อง ย่อมประสบความสำเร็จและอยู่รอดได้ทุกเมื่อ




ความสุขคืออะไร

ความ สุขคือความสบายหรือว่าความสำราญแยกออกได้เป็นสองฝ่ายคือ ความสุขทางกายกับความสุขทางใจ ความสุขทางกาย ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้จากประสาททั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และผิวหนัง เรียกว่า กามคุณ5 จัดว่าเป็นฝ่ายรูป หรือความสุขที่เกิดจากเนื้อหนังมังสา อันเป็นสิ่งสกปรก ความสุขทางใจ ได้แก่ความสุขที่สัมผัสได้ทางจิตคือความสบายใจ ความสุขใจ ความอิ่มใจ อันเกิดจากจิตใจที่สงบและเย็น จัดว่าเป็นฝ่ายนามอันเป็นความสุขที่สะอาด ความสุขทั้งกายและใจ ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กันไม่อาจจะแยกให้ขาดจากกันได้ เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน จะขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่งได้ไม่

การปฏิบัติให้เกิดความพอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไปไม่ว่าในส่วนกายหรือใจก็ตาม ก็ย่อมจะเกิดความสุขโดยปราศจากความทุกข์ที่แอบแฝงตามมา ในความสุขทั้งสองฝ่ายนี้ความสุขทางใจนับว่าเป็นยอดแห่งความสุข ทั้งหมดถ้าเรากระทำได้สิ่งใดแล้วจิตใจไม่มีความสุขแม้ว่าเราจะมีวัตถุมากมาย ครบถ้วนคอยอำนวยความสุขทุกรูปแบบก็หาได้ให้เกิดความสุขที่สมบูรณ์หรือแท้ จริงไม่ แต่ในทางตรงกันข้ามแม้ว่าทางร่างกายจะขาดแคลนวัตถุที่จะอำนวยความสุขแต่ถ้า จิตใจมันมีปิติหล่อเลี้ยง มีความพอใจมีความสงบใจคนก็ย่อมจะประสบความสุขได้ในการมีเครื่องอำนวยความสุข มากเสียอีก กลับจะเป็นมารหรืออุปสรรคคอยขัดขวางหรือบั่นทอนไม่ให้ผู้นั้นได้พบกับความ สุขที่แท้จริงเสียด้วยซ้ำไป

ในคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงพร่ำสอนทรงย้ำให้พระมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษและ มักน้อยทำให้มีอาหารหรือปัจจัย 4 หล่อเลี้ยงชีวิต เหมือนน้ำมันหยอดเพลาเกวียนเท่านั้น จากพุทธปฏิทานนี้ทางบ้านผู้ครองเรื่อนก็สามารถประยุกต์เอามาใช้ให้เกิด ประโยชน์ได้ นั้นคืออย่าให้ตึงจนถึงเดือดร้อนและอย่าให้หย่อนจนตัวเป็นขน หลักมัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลางไม่ตึงไม่หย่อนจึงเป็นแนวทางที่ควรนำมาดำเนินชีวิตเพื่อให้เกิด ความสุขในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าใช้เป็นและใช้ให้ถูกต้องกับกาลเทศะบุคคลและอัตภาพของตน ความว่าความสุขก็คือความสบายกายและสบายใจ ในสองอย่างนี้ ความสุขใจนับว่าเป็นยอดแห่งความสุขในโลกและทุกคนก็สามารถที่จะบรรลุความสุข ได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้

พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเหตุที่จะให้เกิดความสุขไว้มากมายหลายแห่งและหลาย ระดับตั้งแต่ระดับความสุขของผู้ครองเรือนจนถึงระดับความสุขของผู้ไม่ครอง เรือน คือนักบวชทั้งหลาย ในบรรดาคำสอนอันมากมายที่จะเป็นบันไดไปสู่ความสุขนั้นมีอยู่ข้อหนึ่งที่เห็น ว่ารัดกุมและสามารถครอบคลุมถึงความหมายของปัญหาข้างต้นได้ครบถ้วนได้แก่พุทธ วจนะที่มาในพระธรรมบท ที่ว่าเว้นเหตุแห่งทุกข์ย่อมมีสุขในที่ทั้งปวง เมื่อท่านได้อ่านพุทธภาษิตนี้แล้วบางท่านอาจจะร้องว่ามันกว้างเกินไป จนจับหลักไม่ไดก็ถูกละความทุกข์นั้นมีมากมาย เราก็ควรที่จะต้องหาทางเส้น ต้นเหตที่จะให้เกิดความทุกข์ต่างๆเหล่านั้นให้มากที่สุด ถ้าเราสามารถเว้นเหตุแห่งความทุกข์ได้มากเท่าไหร่เราก็จะได้รับความสุขมาก ขึ้นเท่านั้น

คนเราทุกวันนี้ไม่ค่อยที่จะรู้เหตุแห่งทุกข์สักเท่าไร วันๆเอาแต่หาความทุกข์เข้าใส่ตัวเอง หาโรคภัยไข้เจ็บเข้าใส่ตัวเองไม่ว่าจะเหล้า กัญชา ยาเสพติด สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วที่จะสร้างโทษให้กับร่างกายเราทั้งนั้นไม่ได้สร้างคุณ อะไรเลย เมื่อร่างกายเกิดปัญหาทางสุขภาพ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นกับจิตใจเรา และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราจะไปโทษใครดี แล้วใครเล่านั้นที่หาความทุกข์เหล่านั้นมาใส่ตัวเราเองถ้าหากไม่ใช่เพราะตัว เราหามาใส่ตัวเราเองทั้งหมดนี้ต้องขอฝากให้ชาวพุทธทั้งหลายทั้งปวงจงจดจำเอา ไว้อยู่เสมอว่าสิ่งไหน คือสุข สิ่งไหนคือทุกข์ สิ่งที่ทำไปแล้วก่อให้เกิดความสุขเราก็จงเลือกทำในสิ่งนั้น แต่ถ้าหากทำไปแล้วมันเกิดความทุกข์ก็อย่าได้ไปเกี่ยวข้องกับมันก็มีเพียง เท่านี้หลักใหญ่ใจความขอให้เจริญในธรรมทุกท่านทุกคนเทอญ
พระมหาสกุล

วัดชัยศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ต้องการส่งบทความเข้าร่วมหรือตำหนิติชม เรียนเชิญส่งบทความของท่านมาได้ที่ ชมรมเผยแผ่ธรรม "ใต้แสงเทียน" หมายเลขโทรศัพท์ 0-95525102 หรือ0-5381-5102 หรือที่ E-mail:chansupanee@chiangmainews.co.th
พบเห็นพระภิกษุประพฤติตนนอกรีต แจ้งได้ที่ 0-53227195 หรือ 0-53227421 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่

ความตาย

ความตายคืออะไร ไม่มีใครคนไหนสามารถที่จะให้คำตอบได้อย่างแน่นอน อย่างดีก็เป็นแค่แสดงความคิด ความเห็น ความเชื่อ แต่นั่นไม่ใช่คำตอบ คนที่ตอบได้คือคนที่ตายไปแล้ว


ในด้านการแพทย์ การตายเป็นการหยุดอย่างสิ้นเชิงถาวรของสรีรสภาพการทำงานของร่างกายทั้งสมอง ที่เป็นที่ตั้งของความคิดจิตอารมณ์ และการหยุดการทำงานดังกล่าว โดยทั่วไปและส่วนใหญ่ สามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ก็มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่ต้องอาศัยอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์มาใช้ เพื่อพิสูจน์ยืนยันให้แน่นอน

ในอดีต ถือกันว่าชีวิตสิ้นสุดลงเมื่อหัวใจหยุดเต้นหรือไม่มีลมหายใจ ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่า การตายอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นต่อเมื่อ สมองหยุดทำงานแล้วเท่านั้น และสมองจะตายเมื่อหัวใจหยุดเต้นอย่างแน่นอนแล้ว และเซลล์สมองจากออกซิเจนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5 นาที การใช้มือจับดูความอุ่นของร่างและทดสอบการเคลื่อนไหวไม่สามารถบอกได้เด็ดขาด ว่าเป็นการตาย เพราะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆภายนอก เช่นอากาศและอุณหภูมิ ยกเว้นการตายได้เกิดขึ้นมานานพอควร


เหตุหรือปรากฏการณ์ที่สัมพันธ์กับการตาย โดยเฉพาะการตายด้วยอุบัติเหตุ ฆาตกรรม ที่เกิดอย่างกระทันหันและรุนแรง โดยมากจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวสาเหตุเอง ประกอบลักษณะการตายอยู่แล้ว ส่วนการตายที่เป็นไปโดยธรรมชาติก็จะมีอาการแสดง ที่บอกเหตุ ที่อาจสังเกตได้ชัดเจนว่า ความตายได้มาถึงแล้วอย่างแน่นอน แม้ผู้สังเกตจะไม่ใช่แพทย์หรือพยาบาลก็ตาม



ที่น่าสนใจคือ อาการที่คนสมัยโบราณได้บันทึกไว้ เช่นในหนังสือคู่มือการตายของธิเบต (The Tibetan Book of The Dead) ที่อธิบายไว้ว่า มีอยู่สามกลุ่มอาการ คือ


1. ความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายกำลังถูกกดดันด้วยน้ำหนัก เหมือนกับดินกำลังจมไปใต้น้ำ จนรู้สึกอึดอัดเป็นที่สุด หายใจไม่สะดวก ทุรนทุราย หายใจเสียงดังหรือต้องอ้าปากหายใจ ดวงตาจะเบิกกว้าง
2. ความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายเปียกแฉะ และเย็นสะท้าน แต่ข้างนอกกลับร้อนอบอ้าว เหมือนกับน้ำกำลังจมในกองไฟ อาจสังเกตจากภายนอกมีน้ำเหนียวออกมาทางจมูกหรือปาก
3. ความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับไฟกำลังจมหายละลายไปในอากาศ บางทีมีการร้องคราง หรือตะโกนออกมาดังๆด้วยความปวดร้าว

ทางนิกายลามะยังบรรยายเสียงร้องครางดังๆหรือเสียงตะโกน ว่าเป็นเพราะการแตกสลายของธาตุหยาบทั้งสี่ คือเมื่อธาตุดินแยกสลายพลังชีวิต เสียงที่ได้ยินจะหวยหวน ธาตุน้ำจะได้ยินเหมือนของหนักตกลงมาจากยอดเขา ธาตุลมจะได้ยินเหมือนเสียงคลื่นกระทบฝั่ง และธาตุไฟจะให้เสียงครางเหมือนเสียงไฟไหม้ป่าที่กำลังโหมแรง เสียงที่บ่งบอกการแยกสลายพลังชีวิตหรือที่เรียกว่า เกษตรญาณ หรือ ชีวาตมัน จะมีความสำคัญต่อลักษณะนำที่เป็นองค์ประกอบของกองขันธ์ของแต่ละคนที่แตกต่าง กันไป คือ
ธาตุดิน ได้แก่ส่วนที่เป็นรูปกาย สัญลักษณ์ของอัตตาอหังการในสัญญาขันธ์
ธาตุน้ำ ได้แก่ธารแห่งพลังชีวิตหรือระบบเลือด สัญลักษณ์ของความโกรธเกลียดชิงชังแห่งวิญญาณขันธ์
ธาตุลม ได้แก่ลมที่หายใจเข้าออก สัญลักษณ์ของความอิจฉาริษยาในสังขารขันธ์
ธาตุไฟ ได้แก่ส่วนของสมองชั้นต่ำจิตที่เป็นสัญชาตญาณดิบของสัตว์ สัญลักษณ์ของความกำหนัดใคร่ในกามในเวทนาขันธ์
ส่วนธาตุละเอียด หรือ อากาศธาตุ (ethereal) ที่เป็นธาตุแห่งจิตวิญญาณการรับรู้ที่เป็นปัญญาจะไม่มีการแตกสลาย แต่คงสภาพเพื่อการแปรไปตามสังสารวัฏ

พื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความตาย ถือว่าเป็นการจำพรากอย่างถาวรนิรันดร คือความไม่รู้ และความสงสัยอยากรู้ เมื่อไม่สามารถรู้จริงโดยตรรกะและเหตุผล เรื่องความตายจึงจัดไว้ด้วยกันกับเรื่องลี้ลับ ความไม่รู้และความลึกลับ ก็เลยกลายเป็นความกลัว ความคิด ความเชื่อ ความหวังจึงเป็นหนทางเดียวของมนุษย์ที่จะพยายามหาทางออก เพื่อทำความเข้าใจความตาย และทฤษฎีทางจิตวิทยาหรือทางศาสนา ก็เป็นหนทางที่จะช่วยแบ่งเบาความกลัวตายลงมาบ้าง ทฤษฎีต่างๆสรุปแล้วก็มีอยู่เพียง 2 แนวทาง คือ ตายแล้วหมดเรื่องหมดราว กับตายแล้วไปเกิดใหม่อีกหรือตายแต่ตัวแต่ร่างกายโดยจิตและวิญญาณไม่ตาย

กฤษณามุรติ ได้ขมวดไว้กลางๆว่า ความตายนั้น แน่นอนที่สุดที่มันจะต้องเป็นสิ่งธรรมดาที่ไม่ธรรมดาที่สุด ซึ่งก็เช่นเดียวกับความเป็นหรือความมีชีวิต ชีวิตเป็นผลรวมรวบยอดของทุกสิ่งทุกอย่าง ความเศร้าโศกเสียใจ ความเจ็บปวดรวดร้าว ความสนุกเพลิดเพลิน ความคิดบ้าๆบอๆ ความอิจฉาตาร้อนหึงหวงและระแวงระวัง ความรักและความผูกพัน และความทุกข์ทรมานของความโดดเดี่ยวว้าเหว่และวังเวง ทั้งหมดนั่นคือ ชีวิต หากเราจะพยายามเข้าใจ ไม่หยิบแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดชิ้นหนึ่งชิ้นใดของมันมาแต่เฉพาะแล้วอยู่กับสิ่ง นั้นอย่างหลงใหล ดังนั้นหากจะเข้าใจความตาย ก็ต้องเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง เพราะทั้งสองอย่าง แยกออกจากกันและกันไม่ได้โดยเด็ดขาด

นักโบราณคดีวิทยาศาสตร์ (archeologist) มีความเห็นว่า มนุษย์ดึกดำบรรพ์ร่วมสมัยมนุษย์โคร-มาญ็อง (Cro-magnon) ตั้งแต่สองสามหมื่นปีมาแล้ว เชื่อว่าผู้ที่ตายไปแล้วจะเกิดใหม่ในโลกหน้าที่หนึ่งที่ใด หรือกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ จึงมักบรรจุงาช้าง หรือกระดูกสัตว์ อาวุธที่ทำด้วยหินไว้ในหลุมฝังศพ ต่อมาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะจากส่วนไหนของโลก เช่น อียิปต์ ไซบีเรีย จีน อเมริกา แม้กระทั่งในบ้านเรา ล้วนพบเครื่องใช้รวมอยู่ในหลุมฝังศพด้วย

ในพิธีกรรมทางศาสนาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องลี้ลับเฉพาะวงใน (esoteric) ที่ที่เกี่ยวกับความตายในสมัยเริ่มมีการบันทึก ไม่ว่าในรูปของ ตำนานหรือนิยายปรัมปรา เช่น บนแผ่นกระดาษปาปีรัส (heiroglyphic writing) ที่อียิปต์ ในแผ่นดินเหนียว (cuneiform pictographic writing) ที่เมโสโปเตเมีย มาจนถึงการบันทึกทีอาจถือว่าเป็นกึ่งประวัติศาสตร์ เช่น ที่สลักไว้ตามฝาโลงศพและปิรามิดที่เป็นโองการต่างๆในโอลด์เทสตาเม็นต์

พลาโต ได้กล่าวไว้ในบท ทิเมอุส (Timaeus) เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาลว่า วิญญาณไม่ได้สูญสิ้นไปกับร่าง (Soul survives the body) ความตายคือการปลดปล่อยวิญญาณของตัวเองออกจากการคุมขัง จากร่างกายสู่โลกแห่งอุดมคติ เพราะว่าอุดมคติเท่านั้นที่เป็นความจริงที่ถาวรนิรันดร

ตามความรู้ที่เป็นศาสตร์ลี้ลับกันต่อๆมา แก่สานุศิษย์วงในโดยเฉพาะ (esoteric) ของศาสนาต่างๆ ที่เป็นกระบวนการหรือกรรมวิธีที่ความตายดำเนินไป ก่อนที่วิญญาณจะละจากร่างกาย มีขั้นตอนที่มีส่วนละหม้ายคล้ายคลึงกัน เช่น ระหว่างอียิปต์กับธิเบต หรือกรีกกับชนเผ่าอินเดียนแดงบางเผ่าในอเมริกา ยกตัวอย่างพิธีกรรมที่เ รียกว่า เมื่อวันจำพรากมาถึงในคัมภีร์แห่งความตาย (The coming forth from the day or per-em-hru:Death in ancient egypt) ของชาวอียิปต์โบราณกว่าสามพันปีมาแล้ว กับโองการลี้ลับของชาวธิเบตที่เรียกว่า การเป็นอิสระหลังวันตาย ในคัมภีร์แห่งความตาย (Liberation by hearing of the after-Dead or bardo thodol:The tibetan book of dead) เป็นต้น

อียิปต์ในยุคสมัยก่อนมีราชวงค์ (Predynastic Egypt) ตั้งแต่ก่อน 5,000 ปีมาแล้ว เชื่อว่ามนุษย์ตายไปแล้วจะคงสภาพของรูปร่าง และจิตวิญญาณเอาไว้เช่นเดียวกับตอนยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นในสมัยก่อนปิรามิด หลุมฝังศพของคนสำคัญ นอกจากจะมีเครื่องใช้ อาวุธ หรือเครื่องประดับ แล้วยังมีศพของผู้ถูกฆ่าตายใหม่ๆ เพื่อให้ตามไปเป็นบริวารรับใช้ในภพหน้าด้วย เช่น องค์ฟาโรห์ ซึ่งถือว่าเป็นทั้งกษัตริย์และเทพในภาพเดียวกัน วิญญาณของฟาโรห์จะออกจากร่างภายหลังที่ได้ตายไปแล้ว และทันทีก็จะไปสิงสู่อยู่ในดาวเหนือ (Circumpolar star) ในสมัยอียิปต์โบราณ ไม่ใช่ดาวเหนือในปัจจุบันที่เป็นดาวโพลาริส (Polaris) แต่เป็นดาวซิเรียส (Sirius) ซึ่งตอนนี้ย้ายลงไปอยู่ตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับขอบฟ้า วิญญาณของฟาโรห์จะเดินทางไปกับเรือของเทพ รา (Ra or Re) เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ในสมัยกลางราชวงค์ นับแต่ฟาโรห์อะเค็นนาตอน (Akhenaton) เมื่อพระเจ้าทั้งหมดรวมเป็นองค์เดียวกัน เรียกว่า อะต็อน หรืออะเต็น (Aton-Aten) คือ รา องค์เดิม ในสมัยหลัง (Late Dynasty) จนถึงสมัยกรีกและโรมัน ฟาโรห์จึงเป็นพระเจ้าที่ชื่อ โอซิริส (Osiris)

ในบาร์โดโธดอล คัมภีร์แห่งความตายของชาวธิเบต ถือว่าการตายมีกระบวนการหรือขั้นตอนที่ตรงกันข้ามกับการเกิด แต่ทั้งสองเป็นการเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ (consciousness principle) จากสภาพแวดล้อมหนึ่งไปสู่อีกแวดล้อมหนึ่ง สำหรับการตายในคนทั่วไปนั้น จิตวิญญาณจะออกจากร่างทันทีหลังลมหายใจออกครั้งสุดท้าย ทางการแพทย์ปัจจุบัน พลังงานสมองยังคงสามารถตรวจวัดพลังงานได้อยู่อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ยาวนานพอ สมควร แม้ผู้นั้นจะตายไปแล้ว แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในทฤษฎีการตายของชาวธิเบต สำหรับผู้ที่ได้ฝึกสมาธิหรือโยคะเป็นประจำ หรือผู้ทรงศีล จิตวิญญาณสามารถออกจากร่างกายก่อนหน้าที่จะหมดลมหายใจ โดยอาศัยสนามพลังที่มีลักษณะคล้ายคลึงสนามแม่เหล็ก (electormagnetic field)

ในหนังสือรีพับลิกเล่มที่สิบ (Republic Book X) ของพลาโต ได้เล่าถึงทหารชาวกรีกชื่อ เออร์ (Er) ที่สิ้นสติตายไปถึง 12 วัน จนกระทั่งได้มีผู้นำร่างเขาขึ้นวางบนเชิงตะกอนเพื่อทำพิธีเผาศพ ขณะที่นักบวชกำลังร่ายโองการ และทหารกำลังจุดไฟเพื่อเผาตัวเขา เออร์ก็ได้ผลุดลุกลงมาจากเชิงตะกอน เออร์ได้เล่าให้เพื่อนๆฟังว่า เขาได้เดินไปตามทางที่สองฟากปลูกต้นไม้ไว้บานสะพรั่ง จนกระทั่งถึงบริเวณที่ผู้คนถูกลงโทษ ทรมานอย่างแสนสาหัส เขาได้พบกับเทพแห่งความตาย ผู้สั่งให้เขารีบเดินทางกลับมายังโลก เพราะเวลาสำหรับเขายังมาไม่ถึง แต่เขาต้องเสียเวลาไปมาก เพราะได้ไปเห็นการชำระความดีความชั่วและความต้องการของวิญญาณ ผู้ที่จะได้เลือกกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

ศาสนา

ศาสนา (อังกฤษ: religion) หมายถึง ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหนือธรรมชาติ ในหลักอภิปรัชญาว่าทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นมาดำรงอยู่และจะเป็นเช่นไรต่อไป มีหลักการ สถาบัน หรือประเพณี ที่เป็นที่เคารพโดยทั่วไป แล้วอาจกล่าวได้ว่า ศาสนาเป็นสิ่งที่ควบคุม และประสานความสัมพันธ์ของมนุษย์ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข คือ ให้มีหลักการ ค่านิยม วัฒนธรรมร่วมกันและวิถีทางที่มนุษย์เลือกใช้ในการดำรงชีวิต ให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกัน มีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยหลักจริยธรรม คุณธรรม ศิลธรรมที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

สำหรับประเทศไทย ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ทุกศาสนา ศาสนาสำคัญ และมีคนนับถือมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์

นอกจากการนับถือศาสนาแล้ว ยังมีความเชื่อไม่นับถือศาสนาด้วย เรียก "อศาสนา" (อังกฤษ: irreligion) และผู้ไม่นับถือศาสนาเรียก "อศาสนิก" (อังกฤษ: irreligious person)

องค์ประกอบของศาสนา

  1. สิ่งเคารพสูงสุด
  2. ศาสดา
  3. คัมภีร์
  4. ผู้สืบทอด
  5. ศาสนสถาน
  6. สัญลักษณ์
  7. พิธีกรรม

[แก้] ความสำคัญของศาสนา

  1. บอกถึงหลักอภิปรัชญา ว่าโลกนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร และจะเป็นเช่นไร
  2. สอนหลักคุณธรรมศีลธรรมจริยธรรมของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกัน
  3. ให้รู้จักการดำเนินชิวิตเช่นไรจึงจะถูกต้อง
  4. มีเป้าหมายในชีวิต เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่เพียงแต่เกิดมาเพื่อกิน และเสพกามเท่านั้น
  5. หลักศรัทธา ว่าทำดีได้รางวัลคือขึ้นสวรรค์ ทำชั่วได้โทษคือตกนรก ทำให้แม้จะลับตาคนไร้กฎหมายก็ไม่ทำชั่วทำแต่ดี
  6. เป็นที่พึ่งทางใจ ในยามชีวิตประสบปัญหาสิ้นหวัง ไร้กำลังใจ หรือปลอบประโลม ผู้สูญเสีย บุคคลอันเป็นที่รัก
  7. เป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณี

[แก้] พัฒนาการของศาสนา

มีความเชื่อว่าศาสนานั้นเกิดมาจากความต้องการเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ นับแต่อดีดมนุษย์จะสงสัยว่าสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมต้องเกิดขึ้น จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ เปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดผลอะไรต่อมาอีก จนนำมาสู่การค้นหาแนวทางต่างๆเพื่อตอบปัญหาเหล่านี้ จนนำมาเป็นความเชื่อและเลื่อมใส ตัวอย่างเช่นศาสนาพุทธ เกิดจากเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นความทุกข์ จึงทรงหาแนวทางให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยวิธีการต่างๆนานา จนทรงค้นพบอริยสัจ 4 ด้วยวิธีที่ เป็นการฝึกจิตด้วยสติจนถึงซึ่งความรู้แจ้ง ในสรรพสิ่ง และความดับความทุกข์ ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับสิ้นซึ่งกิเลส ทรงสอนให้มนุษย์ ให้ทำบุญ รักษาศีล และภาวนา เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพ้นทุกข์ของมหาชน อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในปัจจุบัน คำอธิบายของการเกิดขึ้นและพัฒนาการของศาสนา สามารถแบ่งได้เป็นสี่กลุ่ม

  • ศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากความกลัว ในธรรมชาติที่ตนเองไม่รู้ จนต้องวิงวอนและร้องขอในสิ่งที่อยากได้
  • ศาสนาเกิดจากความไม่รู้สงสัย ในอภิปรัชญาว่าโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และจะเป็นเช่นไรต่อไป
  • ศาสนาเกิดจากความต้องการที่จะสร้างความเชื่อขึ้นมา เพื่อช่วยควบคุมความประพฤติของคนในสังคม ให้สังคมสงบสุข
  • ศาสนาเกิดจากความต้องการที่จะพ้นจากความทุกข์ เช่นความอดอยาก โรคระบาด ความแก่ ความตาย การสูญเสีย

[แก้] ปรัชญาศาสนา

ศาสนาของโลกถ้าแบ่งตามลักษณะปรัชญาที่คล้ายคลึงกัน แบ่งได้ 2 ลักษณะ

ศาสนาที่ยึดถือพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด

กลุ่นศาสนาที่นิยมเรียกว่า ปรัชญาตะวันตก โดยถือตามอิทธิพลในการรับอารยธรรม ได้แก่ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนายูดาย(ยิว)ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข์ ศาสนาบาไฮ ศาสนาฮินดู ศาสนากลุ่มนี้มีลักษณะที่คล้ายกันคือ

  • พระเจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาสูงสุด ที่ไม่อาจเข้าถึงได้ ถ้าพระองค์ไม่ประสงค์
  • ศาสนิกต้องแสดงความรักหรือภัคดีต่อพระเจ้าด้วยการสรรเสริญ ปฏิบัติตามที่พระองค์ประสงค์ที่ได้ตรัสผ่านศาสนทูตของพระเจ้า
  • อาจขอให้ทรงไถ่บาป อ้อนวอนให้ทรงประทานสิ่งที่ดีแก่ชีวิต
  • เชื่อว่าทรงเป็นพระผู้สร้าง สร้างสรรพสิ่ง กำหนดสภาวการณ์ที่เป็นไปของโลก แต่ทรงปล่อยให้มนุษย์เลือกทางแห่งตนเอง โดยจะทรงช่วยเมื่อมนุษย์ลงมือกระทำ
  • ก่อนที่จะเชื่อให้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เมื่อเชื่อแล้วอย่าสงสัย เพราะพระเจ้าจะทรงทดสอบจิตใจในศรัทธา
  • เมื่อถึงวันสิ้นโลกพระเจ้าจะทำลายทุกสิ่ง ที่พระองค์สร้างขึ้น และจะชุบชีวิตทุกคนให้ฟื้นคืนชีพมารับฟังคำพิพากษา ผู้เชื่อจะรอด และอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ ผู้ไม่เชื่อ จะถูกลงทัณฑ์ให้ตกนรกชั่วกาล
  • ให้วางใจในพระเจ้า รับพระองค์เข้าไว้ในใจจะพบแต่สันติสุข

ศาสนาที่มุ่งเข้าถึงความจริงสูงสุด

กลุ่มศาสนาที่นิยมเรียกว่าปรัชญาตะวันออก โดยถือตามอิทธิพลในการรับอารยธรรม ได้แก่ศาสนาพุทธทั้งเถรวาท นิกายเซนและวัชรยาน ศาสนาเชน ศาสนาพราหมณ์(แบบเก่า) ลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ ศาสนากลุ่มนี้มีลักษณะที่คล้ายกันคือ

  • เชื่อว่าโลกนี้เกิดขึ้นเองตามกฎธรรมชาติ สรรพสิ่งแท้จริงเป็นเพียงความว่างเปล่า
  • ความจริงแท้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูด และไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยหลักตรรกะหรือเหตุผล
  • การเข้าถึงความจริงแท้ทำได้ด้วยการบรรลุปัญญาญาณ จากการไม่ติดอยู่ในมายาของเหตุผล
  • เชื่อในการไม่สิ้นสุด เชื่อในการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อในกฎแห่งกรรม
  • มีหลักคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ที่มักน้อยสันโดษพอเพียง ยึดถือหน้าที่ มีวันัยสูงไม่เห็นแก่ตัว แต่ไม่ยึดติดในสิ่งทั้งปวง มุ่งละกิเลส
  • เชื่อในตัวมนุษย์ว่าเข้าถึงความจริงได้ ทุกสิ่งเกิดจากการกระทำของตนเอง เชื่อในศาสตร์ลี้ลับ(เวทมนตร์ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์)ว่ามีจริง
  • เชื่อว่าถ้าจิตวิญญาณเข้าถึงความจริงสูงสุดจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ทั้งสองกลุ่มมีความเชื่อที่ไม่เหมือนกันคือกลุ่มแรกยอมรับว่าองค์สูงสุดมีอยู่จริง เช่นศาสนาคริสต์และอิสลามเรียก องค์สูงสุดว่าพระเจ้า ผู้นับถือมีเป้าหมายเพื่อการเข้าไปรวมอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ส่วนกลุ่มหลังเช่นศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าหรือ องค์สูงสุด แต่เชื่อในการมีอยู่ของเทพเจ้า (เหล่าพรหมา) ซึ่งเป็นเทวดาชั้นสูงสุดเรียกว่าพรหม แต่ต่างกันตรงที่ผู้ที่นับถือศาสนาศาสนาพุทธไม่ มีเป้าหมายเพื่อการไปรวมอยู่กับพรหม แต่สามารถไปเกิดเป็นพรหมได้ เพราะการรวมอยู่หรือไปเกิดเป็นพรหม เมื่อหมดเหตุปัจจัยก็ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ อันมีต่ำสุดคือนรก สูงสุดคือพรหม อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทางที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้จึงมีทางเดียวเท่านั้นคือ นิพพาน

[แก้] ประเภทศาสนา

ศาสนาในโลกถึงแม้จะมีมาก แต่ถ้าจัดเป็นประเภทก็ได้เป็น 2 ประเภท คือ

[แก้] เทวนิยม

เชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย หรือเรียกกันว่าพระเจ้า มีพระเจ้าสูงสุด เพียงพระองค์เดียว พระองค์เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งและเชื่อกันว่าพระเจ้าอาจติดต่อมนุษย์ โดยผ่านศาสดาพยากรณ์หลายองค์ เช่น พระอัลเลาะห์ ทรงติดต่อกับท่านนบีมุฮัมหมัด พระยะโฮวาห์ ทรงติดต่อกับ ท่านโมเสส และพระเยซู ส่วนบางศาสนาก็นับถือพระเจ้า หรือเทพเจ้าหลายองค์ อย่าง ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อว่าพระเจ้าอวตารแยกเป็น3องค์ เป็นต้น ศาสนาแบบเทวนิยม ได้แก่

[แก้] อเทวนิยม

ศาสนาประเภทนี้ ไม่เชื่อในการมีอยู่จริงของพระเจ้า โดยเชื่อว่าโลกและสรรพสิ่งเกิดขึ้นเองตามกฎของธรรมชาติ เชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย ศาสนาประเภทนี้ ได้แก่

[แก้] ศาสนาที่ตายแล้ว

ศาสนาในโลกอาจแบ่งเป็นศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ ศาสนาที่ตายแล้ว และศาสนาที่สาบสูญ

  1. ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ คือศาสนาที่มีความเป็นสถาบันมีองค์กร มีผู้นับถือเป็นจำนวนมากพอประมาณ มีระบบคำสอน ได้แก่ศาสนาในโลกปัจจุบัน
  2. ศาสนาที่ตายแล้ว คือศาสนาที่เคยมีผู้นับถือ แต่ปัจจุบันแทบไม่มีคนนับถืออีกแล้ว แต่ยังมีหลักฐานให้เรารู้ว่าเคยมีศาสนานี้อยู่ในโลกมาก่อน
  3. ศาสนาที่สาบสูญ คือศาสนาที่เราไม่มีข้อมูลให้รู้ว่าเคยมีศาสนานี้อยู่ในโลกมาก่อน

ศาสนาที่ตายแล้ว

  • ศาสนาอียิปต์โบราณ
  • ศาสนาเปรูโบราณ
  • ศาสนาเม็กซิโกโบราณ
  • ศาสนามิถรา
  • ศาสนามาณิกิ
  • ศาสนาบาบิโลเนี่ยน
  • ศาสนาสุเมอเลี่ยน-อัคคาเดียน
  • ศาสนาฮิทไทท์
  • ศาสนากรีก
  • ศาสนาโรมัน
  • ศาสนาเซลติก
  • ศาสนาสแกนดิเนเวีย-ติวตันโบราณ

วันครู

วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความ เห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษา ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ ปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบ ข้อสงสัยสถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า“ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือ ว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บันดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง” จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่น ๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครู ในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติ เห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครู กันประชาชน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นวันครูและให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดัง กล่าวได้

เส้นทางความใฝ่ฝัน

เส้นทางความใฝ่ฝัน


พอยิ่งแก่ตัวลง

ยิ่งได้คิด ได้ทบทวน

ได้ตักเตือนในหลายเรื่องที่คิดว่าดี

หรือ กระทั่ง มองดูผู้คนรุ่นน้อง ที่กำลังมุ่งมั่นเดินตามความฝัน กระทั่งสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างความฝันให้เป็นความจริง กระทั่งล่าชิงต่อยตีความฝัน จากทั้งผู้คนรอบข้างและจากภายในหัวใจตัวเอง ใครหลายคนที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องทั้งหลาย ต่างทำชีวิตของเขา ให้เหมือนหนังสือที่ผมได้อ่าน

ยิ่งได้รู้จักมักคุ้นหรือรักในน้ำใจ

เรายิ่งอยากอ่านชีวิต

อ่านความฝันเขา

ใน หลายครั้งที่เห็นเส้นทางแห่งชีวิต เห็นความเข้มงวดในตัวเอง เห็นความมุ่งมั่น จนอดคิดไม่ได้ว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาหรือเธอจะเก็บเกี่ยวความฝันที่ใฝ่ไว้ ให้กลายเป็นความจริงในเร็ววัน จนอดไม่ได้อีกเช่นกัน ที่อยากเร่งวันเร่งคืน เพื่อมีโอกาสเห็นความฝันของเขาเหล่านั้นเป็นจริง

แต่ชีวิต

ก็คือ ชีวิต นั่นเอง

ไม่ใช่สิ่งที่มากกว่าหรือน้อยกว่า

ที่ กฏเกณฑ์ใดใดอันมากมายจะก้าวล่วง ในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา ไม่มีใครกำหนดกฎเกณฑ์ได้ดั่งใจปรารถนาทุกสิ่งอย่าง บางเรื่องราวที่เราคิดว่าดีว่างามแล้ว อาจไม่เป็นไปดั่งใจก็เป็นได้ รุ่นพี่รุ่นน้องหรือเพื่อนฝูงหลายคน จึงไม่ได้สมความปรารถนา ทั้งที่เราคิดว่า เขาดีพร้อม

หลายคนล้มหายตายจากไป

ก่อนเวลาความสำเร็จ

ก่อนเสียงปรบมือ

มิตร หลายคนในชีวิตผม ตายไปเพราะน้ำใจที่มอบให้คนอื่น บางคนตายเพราะร่างกายและการทำงาน บางคนตายไปเพราะอุบัติเหตุที่ไม่คิดฝัน หรืออาจเคยพูดหยอกล้อในวงเพื่อนยามค่ำคืน ว่าตายเพราะตะเกียบแทงเหงือก ลูกชิ้นติดคอ หรืออีกหลากมุขตลกไว้หยอกเย้า แต่เอาเข้าจริง ก็ตาย

หลายครั้ง

จึงอดคิดไม่ได้ว่า

สุดเอื้อมแขนของเรา ช่างสั้นนัก

เมื่อ สุดเอื้อมแขน สุดความพยายาม สุดหัวจิตหัวใจแห่งความมุ่งมั่นของชีวิตเราแล้ว เราก็อยากที่จะขยับเขยื้อนไปถึงได้ หรือ อาจเป็นคำสำนวนปราชญ์โบราณ ระหว่าง สิ่งที่คนลิขิต กับ สิ่งที่ฟ้าลิขิต เมื่อคิดว่าผู้คนกำหนดจนจดสุดท้ายแล้ว ก็เป็นหน้าที่ฟ้าที่จะกำหนดต่อไป

ใครหลายคนในชีวิตผม

จึงไม่อาจไปถึง

ความฝันได้

ไม่ ใช่ล้มเหลว แต่เป็นการตายจากไป ท่ามกลางเสียงรำลึกของคนที่รักใคร่ชอบพอ หลายคนตายจากไปพร้อมกับบทเรียนชีวิต ที่มิตรรอบข้างได้เรียนรู้ และหลายคนยังคงไม่ลางเลือน แม้ในวันที่มืดมนของเพื่อนฝูง เขายังคงได้รับการทักทายกล่าวขานในทุกครั้ง ที่เพื่อนมีโอกาส

แต่อีก

หลายคนในชีวิต

ที่แม้ยังมีชีวิต แต่กลับไม่มีฝัน

หลาย ครั้งที่เพื่อนบางคน บ่นทดท้อถึงฝันที่ล้มหายตายจาก หายไปจากหัวใจ หลายครั้งที่เพื่อนบางคนนำฝันเก่าเก่า กลับมาปัดฝุ่นใหม่ นำเรื่องราวแห่งความจริงที่สำเร็จแล้ววางไว้ เพื่อสร้างฝันวัยเด็กอีกครั้ง หลายคนเก็บภาระครอบครัวด้วยความสำเร็จ ไม่ต้องให้คนที่รักเป็นกังวล เพราะสร้างทุกสิ่งอย่างไว้พร้อมแล้ว จึงกลับมาตั้งต้นสร้างฝันครั้งใหม่ของชีวิต

เช่นกัน กับเสียงร่ำไห้ของคน

ที่ล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า

ทั้งผมและเพื่อน

ต่าง เหมือนกัน เหมือนทั้งลมหายใจและเหมือนทั้งชีวิต ที่เคยสมบูรณ์แบบ เหมือนเช่นมนุษย์ทั่วไป และผู้คนทั่วไป ที่ต่างไม่เคยสมบูรณ์ แม้จะมีเสียงยกย่องสรรเสริญเพียงใด เจ้าตัวผู้ได้รับการกล่าวขาน หรือผู้คนซึ่งรู้จักตัวตนของตัวเองดีพอ คงตอบได้ถึงความไม่สมบูรณ์แบบ

ยิ่งได้ฟัง

ได้เห็นแรงบันดาลใจ

จากรุ่นน้องและเพื่อนใหม่ทั้งหลาย

ผม ยิ่งเห็นประกายใจบางอย่างที่เจิดจ้าอยู่ในแววตา เห็นน้ำเสียง เห็นความมุ่งมั่น เห็นหัวใจที่อยากจะล่าทุกสิ่งอย่างของความสำเร็จ หรือล่าฝันที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ผมยิ่งอดรู้สึกไม่ได้ ถึงความท้อถอยในใจตัวเอง ที่บางครั้งก็อดนึกถึงเพื่อนที่ล้มหายกันไป

แม้ใจอยากพูดอยากบอก

กระทั่งคอยเตือน

ถึงโอกาส

และ ความเสี่ยง ที่พร้อมปรากฎตัวขึ้นในทุกครั้งที่เราหลงลืม ผมก็อดไม่ได้ ที่ไม่อยากพูด โดยเฉพาะในโมงยามที่ความฝันกำลังพุ่งพรวด กำลังพรั่งพรู และกำลังหล่อหลอมหัวใจเขา ให้ฮึกเหิมที่จะเดินฝ่าไป แม้จะเป็นยอดเขา หุบเหว หรือห้วงมหาสมุทร เขาก็พร้อมจะก้าวผ่าน

บางครั้ง

บทเรียนของชีวิต

อาจเป็นสิ่งจำเพาะเจาะจง

ใน แต่ละช่วงวัน ช่วงวัย และช่วงของหัวใจที่จะได้เรียนรู้ อาจไม่ใช่คำตอบแบบครอบจักรวาล อภิมหาความรู้ที่จะบอกสอนได้ ภายในชั่ววันคืนเดียว บางครั้งบทเรียนของชีวิต แม้เพียงย่อหน้าเดียวในหนังสือ อาจเป็นทั้งชีวิตของใครบางคน หรือเพียงบรรทัดเดียวของตัวอักษรที่จารึกชื่อผู้คน อาจเป็นห้วงเวลานานหลายสิบปี ของความพยายามเพื่อสร้างตัวอักษร

ใครหลายคน ที่ต่างเดินมา

แล้วเดินทางผ่านไป

อาจถึงฝัน

หรือ ไม่อาจถึงฝัน หลายครั้งที่ผมทำได้ ด้วยการพูดคุย หยอกล้อ เฝ้ามองและพยายามกำกับดูแลชีวิต กำกับหัวใจไม่ให้เตลิด หรือทำในทุกวันด้วยลมหายใจที่มีความสุข หรือด้วยความเข้าใจตัวเองให้มากที่สุด ว่าทุกข์หรือสุขเพียงใด ว่าหนีหายตกหลุมหรือปีนต้นไม้ใด หลายครั้งที่ได้มีโอกาสอยู่กับมิตรรอบข้าง ผมอยากทำให้เขารักษาฝันและความใฝ่เอาไว้

หลายครั้ง

ที่ผมทำได้เพียง

ให้กำลังใจ และ มอบรอยยิ้ม

เพื่อบอกว่า เดินต่อไป เถอะ

ค่าของคน

ในกาลครั้งหนึ่งยังมียายแก่คนหนึ่ง สามีเสียชีวิต ส่วนลูกหลานก็แยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่น
ยายแก่ทำมาหากินอยู่ตัวคนเดียวด้วยความขยันขันแข็งมาตลอด แกเก็บเล็กผสมน้อย ใช้จ่ายอย่าง
กระเหม็ดกระแหม่ จึงสะสมเงินทองไว้ได้พอสมควร แกจึงไปซื้อไหเก่าใบหนึ่งมาใส่เงินนั้นไว้
จะไปไหนก็จะอุ้มไหติดตัวไปด้วย และไม่เคยเปิดไหอวดใครเลย

ครั้นเมื่อยายอายุมากขึ้นๆ ทำงานอย่างเดิมไม่ไหว ลูก หลาน ซึ่งพากันคิดว่ายายแก่
คงจะต้องมีทรัพย์สมบัติมาก จึงพากันมารับยายแก่ไปอยู่ด้วย ยายแก่ก็รู้เท่าทันแต่ก็ทำเฉยเสีย
ช่วยลูกหลานทำงานสุดกำลัง เพื่อไม่ให้ลูกหลานดูถูกได้ว่าเสียข้าวสุกเปล่า หรือเกาะเขากิน

จนวันหนึ่งแกลงไปดายหญ้าทำสวนอยู่คนเดียว แดดก็จัด แกรู้สึกปวดหลังเป็นกำลัง
ถึงกับล้มฟาดไปไม่รู้ตัว หมดสติอยู่กลางแดดเป็นเวลานานกว่าลูกหลานจะมาพบ และช่วยกัน
อุ้มเข้าบ้าน เมื่อแกฟื้นขึ้นมาปรากฏว่าแกเป็นอัมพาตพอจะพูดและเคลื่อนไหวได้บ้าง รักษาอยู่
เป็นเวลานานก็ไม่ทุเลา แกใช้เงินที่แกสะสมไว้เป็นค่ารักษาจนหมด ลูกหลานทั้งหลาย
พากันเดาว่ายายแก่คงใช้เงินรักษาจนหมดตัวแล้ว จึงพากันตีตัวออกห่าง

ในที่สุดเพื่อนบ้านแถวนั้นทนไม่ได้จึงผลัดกันมาดูแลยายแก่ แต่ทุกคนก็มีหน้าที่การงานต้องทำ
จะมาพยาบาลอยู่นานก็ไม่ได้ ยายแก่จึงต้องช่วยตัวเองซะส่วนมาก จะไปถ่ายอุจระก็ไม่ได้ ไหของแก
เมื่อเงินทองหมดก็ยังว่างเปล่าอยู่ แกจึงถ่ายอุจระไว้ในไหนั้นทุกวัน แล้วก็ปิดฝาไว้

เมื่อมีชาวบ้านมาเยี่ยม แกก็เริ่มคุยอวดชาวบ้านว่าความจริงเงินของแกก็ยังพอจะมีเหลือ
"ฉันกันเงินของฉันไว้ส่วนหนึ่ง เอาไว้ตอนเข้าตาจน ไม่เชื่อลองโยกไหดูสิ"
ชาวบ้านต่างก็ลองเอามือผลักไหดู ก็เชื่อว่ามีเงินอยู่ในนั้นแน่ พอกลับบ้านต่างคนก็ต่างไปเล่าต่อๆกัน
"ยายแก่ แกยังมีเงินเหลืออยู่ไม่น้อยเลย ไหที่ใส่ไว้หนักอึ้งทีเดียว"

ความนี้ในที่สุดก็ไปเข้าหูหลานๆของยายแก่ ด้วยความละโมบจึงพากันกลับมาคอยรับใช้ยายแก่อีก
ต่างคนก็ชิงกันเอาใจยายแก่ เพราะหวังจะครอบครองทั้งทองและเงินในไห ต่อมาไม่นานยายแก่ก็ถึง
อายุขัย หลานๆก็จัดงานศพเสียงดงาม

เมื่อเสร็จจากงานศพแล้ว ลูกหลานทุกคนก็ต่างคิดบัญชีค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้แบ่งเงินในไหว่า
ใครได้ส่วนแบ่งมาก ใครได้น้อย พอคิดบัญชีเสร็จแล้วก็ยังทะเลาะกันจนยุติไม่ได้ เพราะต่างคนก็อยาก
จะได้มาก ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดก็ตกลงให้เปิดไหก่อนเพื่อจะนับเงินทอง แต่แล้วทุกคนก็ต้องผิดหวัง
เพราะพอเผยอฝาไหออก กลิ่นอุจระก็เหม็นคลุ้ง จนทุกคนผงะหงาย

ลูกหลานทุกคนเสียรู้ยายแก่เสียแล้ว

aroma.gif (18802 bytes)

ความรัก..คือ..ความเข้าใจ...ความห่วงใย...

ความรัก คือ..ความเข้าใจ..+..ความห่วงใย..และสุดท้ายคือความซื่อสัตย์..

หากคิดจะมีความรัก..
ต้องอย่ากลัวที่จะผิดหวัง..
และจงอย่าคาดหวังกับความรักมากเกินไป..

หากเราคาดหวัดหวังมากเกินไป..
อาจเป็นการกดดันคนรักของเราก็ได้..
และเราไม่ควรที่จะวิ่งตามความรัก..
แต่จงอดทนกับการรอคอยให้ความรักวิ่งมาหาเรา..
ความรักอาจเป็นสิ่งสวยงาม..ล้ำค่า..แต่ในอีกทางหนึ่งความรักก็อาจจะเป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญให้เราเจ็บปวดได้..

แต่ก็มีหลายคนที่ยินยอมจะกระโดดเข้าไปในกองไฟถึงจะรู้ว่ามันร้อนก็ตาม..
เราไม่ควรให้ความรักของเราเหมือนกับไฟ..
แต่ควรให้ความรักเราเป็นเหมือนน้ำมากกว่า..
เพราะน้ำเย็นสบาย..และชุ่มชื่นหัวใจ..

การ ที่เรา2คนตกลงมารักกันแล้วก็เหมือนกับการที่เราได้เข้าไปศึกษาคนอีกคนที่เรา และเขาอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน..เพราะฉนันเราควรจะใช้ความอดทนและรอคอย..

แต่ควรมีความเชื่อใจ..+..ความใว้ใจ..และสุดท้ายคือความซื่อสัตย์..หากแต่เมื่อไหร่ที่คุณเหนื่อย..
หรือท้อแท้..นั่นแปรว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะรักคนอื่นมากไปกว่าการที่คุณรักตัวเอง..


จงคิดก่อนที่จะรัก..
แต่อย่ารักโดยที่ไม่คิด..
เพราะถ้าคุณรักใครโดยที่ไม่คิด..
สุดท้ายความรักนั้น..มันอาจทำให้คุณเจ็บปวด..
และอย่ารักใครเพียงเพราะอยากรัก..
แต่จงรักเพราะมันใจในตัวคุณและมั่นใจในความรักของเขา..
และตัวเขาด้วย..
และอย่าใครเพราะความเหงา..
หรือรักใครเพราะความสงสาร..
เพราะ ความรักนั้นอาจทำให้เราและเขาเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่ายเพราะมันอาจเป็นรักที่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจจบลงได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน..

และถ้าความรักรักทำให้ทำให้คุณเหนื่อย..
นั่นเป็นเพราะคุณ..วิ่งตามมันอยู่คุณลองหยุดวิ่งตามหรือวิ่งหนี..
คุณ ลองทำในสิ่งที่คุณอยากทำ..แล้วคุณจะรู้บางทีคุณอาจจะรู้ว่าคุณคาดหวังกับ ความรักของคุณ..และคนรักของคุณ..ลองสักครั้งวด้วยการหันหน้ามาคุยกัน..ลอง สักครั้งที่ฟังในสิ่งที่เค้าต้องการ..ฟังด้วยใจไม่ใช่ด้วยหูที่เราใช้กันแต่ จงใช้ใจในการฟังของคุณ..แล้ว..คุณจะรู้ว่าความรักมันมีแนวทางของมันเอง

วันพ่อแห่งชาติ (5 ธันวาคม)



ความเป็นมาของวันพ่อแห่งชาติ
วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม


หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อแห่งชาติ
โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและ สังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาว ไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดาทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระ เยาว์จนถึงปัจจุบันรวมทั้งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดา มาตุ เรืออากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศริน พระสวามีในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์วลัยลักษณ์และพระเจ้าหลาน เธอทุกพระองค์ ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรวงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังบทร้อยกรองเทิดพระเกียรติว่า


“อันราชาเลี้ยงรักษาซึ่งทวยราษฎร์ ประดุจเป็นปิตุราชอยู่ทุกเมื่อ
ควรที่บุตรสุดรักจักจุนเจือ พระคุณนั้นให้อะเคื้อด้วยภักดี

และอีกบทหนึ่งเทิดพระเกียรติว่า


“ทุกบุปผามาลัยคือใจราษฎร์ ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจสิน
พระคือบิดาข้าแผ่นดิน ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร
ลุ 5 ธันวามหาราช “วันพ่อแห่งชาติ” คือองค์อดิเรก
พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน”


ซึ่งนอกจากพระองค์จะเป็นพระราชบิดาของ พระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงทะนุบำรุงพระราชโอรสธิดาด้วยความรัก และทรงอบรมอนุศาสน์ให้ทรงเจริญวัยสมบูรณ์ และทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทแล้ว พระองค์ยังทรงพระมหากรุณาทะนุบำรุงจัดทุกข์ผดุงสุขพสกนิกรถ้วนหน้า พระองค์ทรงเป็น “พ่อแห่งชาติ” ที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนักในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการทะนุบำรุงชาติบ้านเมืองให้ วัฒนาถาวรสืบไป

ความเป็นมาของวันแม่


ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว

สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง

ต่อ มาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม ่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา



หลักการทำงานคอมพิวเตอร์

หลักการทำงานคอมพิวเตอร์
1. ส่วนประกอบหลักภายใน pc มีอะไรบ้าง

ตอบ 1.central processing (cpu)

2.memory

3.mainboard

4.power supply

5.hard disk

6.operating system

7.chipset

8.ระบบบัส และ port ต่อเชื่อม

9.sound card

10.graphic card



2. pc เริ่มทำงานตั้งแต่เมื่อไร

ตอบ เริ่มทำงานตั้งแต่กดปุ่น

เปิดเครื่องและเปิดจอภาพ



3. internet และ network

คือ อุปกรณ์ที่ทำการเชื่อมต่อเข้ากับ

อะไร

ตอบ เครื่อข่าย PC ไม่ว่าจะเป็น โมเต็ม

หรือการ์ดเน็ตเวิร์ก

4. memory หรือหน่วยความจำซึ่งถือว่า เป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ทำงานได้รวดเร็ว

ที่สุดคำที่คุ้นเคยของ memory คืออะไร

ตอบ RAM