
DOWNLOAD

| ||||||
เป็นอุโมงค์ที่ให้ลอดใต้ช่องแคบอังกฤษ Channel Tunnel เป็นอุโมงค์ลอดใต้ทะเล ที่ยาวที่สุดในโลก คือมีความยาวถึง 49.94 กิโลเมตร อุโมงค์นี้มีทั้งทางวิ่งของรถไฟและรถยนต์ ทำให้การติดต่อคมนาคมระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นไปอย่างสะดวกมาก รถไฟที่ใช้วิ่งในอุโมค์นี้ ก็เป็นรถไฟด่วนแบบเดียวกับ รถไฟด่วน TGV (รถไฟที่เร็วที่สุดในโลก ของฝรั่งเศส) มีชื่อว่า ยูโรสตาร์ วิ่งที่ความเร็วเกือบ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่ออยู่บนแผ่นดินฝรั่งเศส แต่เมื่อช่วงลอดอุโมงค์และวิ่ง ในอังกฤษจะลดความเร็วลงไปอีกมากด้วยเหตุผลทางด้านกฎเกณฑ์ของอังกฤษ | ||||||

| ||||||
พระอารามอันตั้งอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดตื่นตาน่าดูที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เกิดขึ้นเมื่ออัครเทวทูตไมเกิลหรือมิแชลได้มาปรากฎองค์ต่อโอแบร์ต พระราชาคณะ(บิชอบ) แห่งอาวรางช์และมีบัญชาให้สร้างสถานที่เผยแพร่คำสั่งสอนของพระเจ้า บนเกาะที่มีภูเขา เรียกกันในเวลานั้นว่าตองเบ ลักษณะของภูเขาลูกนี้เป็นรูปกรวยคว่ำ สูงเด่นงดงามขึ้นไปจาก หาดทรายชายทะเลของแคว้นบริตตานีในฝรั่งเศส การก่อสร้างเริ่มแรกทำในระหว่างคริสต์ศักราช 1017-1144 ณ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ โบสถ์เก่าชื่อโนเตรอะดาม-ซู-แตร์ (คุณผู้หญิงใต้ดินของเรา) สร้างกันไปถึงยอดระหว่างสามศตวรรษถัดมา มีการสร้างเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ รวมทั้งสถานที่ซึ่งสร้างระหว่าง ค.ศ.1211-1218 เพื่อให้ความสะดวก แก่นักแสวงบุญที่ไปพักแรมคราวละเป็นจำนวนนับพัน ตึกสร้างแบบศิลปะโกธิคที่เด่นมากคือ ตึกลาแมร์เวย หรือ ยอดมหัศจรรย์ ประกอบด้วย หมู่กุฏิโรงทาน กุฏิโรงรับรอง และเป็นที่เลี้ยงอาหาร มีระเบียงซึ่งตกแต่งไว้อย่างงดงามสวยสดใส ช่วยให้ความงามอันแท้จริงของศิลปะโกธิคเด่นชัดขึ้น ในสมัยสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส อังกฤษซึ่งยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส ไว้ได้ ก็มิได้กักกันรังแกผู้ที่จะไปแสวงบุญที่นี้ ซึ้ายังช่วยให้ความสะดวกปลอดภัยอีกด้วย ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีการสร้างกำแพงป้อมปราการป้องกันศัตรูอย่างแข็งแรง แทนบางส่วนที่พังทะลายไป ที่สร้างใหม่ล้วนใช้ศิลปะแบบโกธิคทั้งสิ้น ยอดแหลมของโบสถ์ ใหญ่สร้างต่อเติมในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เอง แต่ยังรักษาศิลปะสมัยกลางไว้อย่างครบถ้วน ดูเหมือนมงกุฎของม่อนผานักบุญมิแชล รอบ ๆ พระอารามมีหมู่บ้านติดต่อกันไปตามแนวกำแพง ป้องกันข้าศึกที่จะมาจากทางบกและทางทะเล นอกจากกันน้ำขึ้นน้ำลงซึ่งเป็นไปได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผู้แสวงบุญที่จาริกไปเยี่ยมเยียนพระอารามนี้ส่วนใหญ่ จะมาทางบก ผ่านกำแพงค่ายคูประตูป้อมเข้ามา แล้วก็จะเดินเวียนไปตามทางจากล่างไปบนจนถึงยอดระหว่างทางมีร้านค้า บ้านพักเรือนรับรองที่อยู่ประจำของผู้ดูแลรักษาตั้งแต่เป็นคนธรรมดา บาทหลวงผู้น้อยผู้ใหญ่ จนถึงระดับพระราชาคณะ ปัจจุบันอาคารสถานที่ร้ารรวงได้จัดไว้เป็นสัดส่วน มีที่พัก ภัตตาคาร ร้านขายของที่ระลึกอันทันสมัยสำหรับผู้ไปเยี่ยม ประมาณกันว่าม่อนผานักบุญมิแชล นี้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 400 ฟุต (130 เมตร) | ||||||

| ||||||
เขื่อนฮูเวอร์ หรือ ทำนบโบลเดอร์ เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นเพื่อกั้นแม่น้ำโคโลราโดไว้ตลอดปี เพื่อป้องกันอุทกภัยในฤดูหนาว เพื่อการชลประทานในเขตนั้น สงวนพันธ์ปลา และเพื่อผลิตพลังไฟฟ้าอีกด้วย ตัวเขื่อนฮูเวอร์ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กยาว ตัวทำนบสูง 218 เมตร ฐานข้างล่างกว้าง 198 เมตร สันทำนบข้างบนกว้าง 13.5 เมตร ยาว 385 เมตร ใช้คอนกรีต เฉพาะสร้างตัวทำนบ 3,250,000 ลูกบาศก์หลา และส่วนอื่น ๆ อีก 4,400,000 ลูกบาศก์หลา มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จากน้ำตก 17 เครื่อง ให้กำลังไฟฟ้า 1,835,000 กิโลวัตต์ เมื่อจะก่อสร้าง ใช้เวลาสำรวจถึง 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2447-2467 (ค.ศ. 1904-1924) เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2472 (ค.ศ.1929) เสร็จเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เมื่อปิดกั้นเขื่อนเต็มที่แล้ว เหนือเขื่อนขึ้นไปเกิดเป็นทะเลสาบยาวตามตามลำแม่น้ำถึง 115 ไมล์ มีบริเวณทั้งหมด 225 ตารางไมล์ เรียกชื่อทะเลสาบนี้ว่า ทะเลสาบมี๊ด ตามชื่อของมิสเตอร์มี๊ด อธิบดีกรมการฟื้นฟูที่ดินของ สหรัฐอเมริกาสมัยนั้น และเขื่อนฮูเวอร์ ก็ตั้งชื่อตามนามของ ประธานาธิบดีฮูเวอร์ ผู้ลงนามใน พ.ร.บ. โบลเดอร์ แคนยอน ให้สร้างเขื่อนนี้ได้ ความจริงเขื่อนที่มีขนาดใหญ่โตกว่าเขื่อนฮูเวอร์ก็มีอยู่แต่โดยทั่วไปยกย่อง ให้เขื่อนฮูเวอร์เป็นสิ่งก่อสร้าง อันน่ามหัศจรรย์ชิ้นแรกที่เอาชนะธรรมชาติอันร้ายแรงของน้ำท่วม และการกักเก็บน้ำให้เกิดเป็นทะเลสาบขึ้นมาได้ ซึ่งไม่เคยมีใครสร้างสำเร็จใหญ่โตมหึมาเช่นนี้มาก่อน | ||||||
การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย
จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงาม ของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวัน ตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้า ราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ ที่หายากและมีราคาแพง หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้น ให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย
การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการ กล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัด ต่างๆ
ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบ อีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ใน ประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต
ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วย ไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ
ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา

กุหลาบ มาจากคำว่า " คุล " ในภาษาเปอร์เชีย แปลว่า " สีแดง ดอกไม้ หรือดอกกุหลาบ " เข้าใจว่าจากเปอร์เซียได้แพร่เข้าไปในอินเดีย เพราะในภาษาฮินเดียมีคำว่า " คุล " แปลว่า " ดอกไม้ " และคำว่า " คุลาพ " หมายถึงกุหลาบอย่างที่ไทยเราเรียกกัน แต่ออกเสียงเป็น " กุหลาบ " ส่วนคำว่า "Rose" มาจากคำว่า "Rhodon" ที่แปลว่ากุหลาบในภาษากรีก ดังนั้นกุหลาบพันปีหรือกุหลาบป่าไทยก็คือต้น Rhodo นั่นเอง
กุหลาบเป็นไม้ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก อาจเป็นเพราะเป็นดอกไม้ที่มีสีสวย ไม่ใช่แค่สีเดียวในหนึ่ง บางดอกให้เฉดสีสวยงามอย่างยากที่ศิลปินใดจะวาดเลียนแบบได้ ส่วนกลิ่นหอมที่แตกต่างแต่ละสายพันธุ์ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจและยังสามารถ
บังคับให้ออกดอกได้ตามจังหวะเวลาที่ต้องการตามเทศกาลที่สำคัญๆอย่างง่ายมาก
กุหลาบถูกนำไปเป็นสัญญลักษณ์ของสิ่งต่างๆมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของความรัก มีกุหลาบชื่อภาษฮังกฤษว่า My Valentine นำเข้ามาปลูกในบ้านเรานานแล้ว เป็นกุหลาบลูกผสมระหว่าง Little chief กับ Little Curt นำออกมาเผยแพร่ครั้งแรกตั้งแต่ปีพ . ศ .2518 กุหลาบพันธุ์นี้ออกเป็นช่อหลายดอกในกิ่งเดียว มีสีแดงอมส้มสดกลิ่นหอมอ่อนมากจนอาจไม่ได้กลิ่น ใบมีสีเขียวเข้มตัดกับสีดอก นิยม
ปลูกเป็นไม้กระถางไม่นิยมตัดดอกขาย
นอกจากการให้กุหลาบในวันวาเลนไทน์แล้ว การให้กุหลาบสีอะไร เสมือนระบุความหมายเป็นนัยๆอีกด้วยเช่นถ้าสีแดงหมายถึงสีที่แสดงถึงความรัก ส่วนจำนวนดอกที่ให้ก็แสดงความรักเช่นกัน กฏเกณฑ์พวกนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งคนเริ่ม แต่สรุปว่าให้หนึ่งดอกนั้นคือรักแรกพบ สามดอกแค่รักคุณ สำหรับ 999 ดอกรักคุณจนความตายมาพรากเราจากกัน
| | |
สู่ความสำเร็จได้ ชิวิตจะวุ่นวาย โลกมืดมิด ครอบครัวสับสนไร้สุข ก็เพราะคนเราขาดความตระหนักในปัจจัยดังกล่าวนี้ ตรงกันข้ามหากคนเราตระหนักและน้อมนำใจให้ฝึกฝน เพิ่มพูนคุณธรรม 4 ประการนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดบนรากฐานของความถูกต้อง ย่อมประสบความสำเร็จและอยู่รอดได้ทุกเมื่อ | |
ศาสนา (อังกฤษ: religion) หมายถึง ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหนือธรรมชาติ ในหลักอภิปรัชญาว่าทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นมาดำรงอยู่และจะเป็นเช่นไรต่อไป มีหลักการ สถาบัน หรือประเพณี ที่เป็นที่เคารพโดยทั่วไป แล้วอาจกล่าวได้ว่า ศาสนาเป็นสิ่งที่ควบคุม และประสานความสัมพันธ์ของมนุษย์ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข คือ ให้มีหลักการ ค่านิยม วัฒนธรรมร่วมกันและวิถีทางที่มนุษย์เลือกใช้ในการดำรงชีวิต ให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกัน มีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยหลักจริยธรรม คุณธรรม ศิลธรรมที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ทุกศาสนา ศาสนาสำคัญ และมีคนนับถือมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์
นอกจากการนับถือศาสนาแล้ว ยังมีความเชื่อไม่นับถือศาสนาด้วย เรียก "อศาสนา" (อังกฤษ: irreligion) และผู้ไม่นับถือศาสนาเรียก "อศาสนิก" (อังกฤษ: irreligious person)
มีความเชื่อว่าศาสนานั้นเกิดมาจากความต้องการเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ นับแต่อดีดมนุษย์จะสงสัยว่าสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมต้องเกิดขึ้น จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ เปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดผลอะไรต่อมาอีก จนนำมาสู่การค้นหาแนวทางต่างๆเพื่อตอบปัญหาเหล่านี้ จนนำมาเป็นความเชื่อและเลื่อมใส ตัวอย่างเช่นศาสนาพุทธ เกิดจากเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นความทุกข์ จึงทรงหาแนวทางให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยวิธีการต่างๆนานา จนทรงค้นพบอริยสัจ 4 ด้วยวิธีที่ เป็นการฝึกจิตด้วยสติจนถึงซึ่งความรู้แจ้ง ในสรรพสิ่ง และความดับความทุกข์ ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับสิ้นซึ่งกิเลส ทรงสอนให้มนุษย์ ให้ทำบุญ รักษาศีล และภาวนา เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพ้นทุกข์ของมหาชน อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในปัจจุบัน คำอธิบายของการเกิดขึ้นและพัฒนาการของศาสนา สามารถแบ่งได้เป็นสี่กลุ่ม
ศาสนาของโลกถ้าแบ่งตามลักษณะปรัชญาที่คล้ายคลึงกัน แบ่งได้ 2 ลักษณะ
ศาสนาที่ยึดถือพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด
กลุ่นศาสนาที่นิยมเรียกว่า ปรัชญาตะวันตก โดยถือตามอิทธิพลในการรับอารยธรรม ได้แก่ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนายูดาย(ยิว)ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข์ ศาสนาบาไฮ ศาสนาฮินดู ศาสนากลุ่มนี้มีลักษณะที่คล้ายกันคือ
ศาสนาที่มุ่งเข้าถึงความจริงสูงสุด
กลุ่มศาสนาที่นิยมเรียกว่าปรัชญาตะวันออก โดยถือตามอิทธิพลในการรับอารยธรรม ได้แก่ศาสนาพุทธทั้งเถรวาท นิกายเซนและวัชรยาน ศาสนาเชน ศาสนาพราหมณ์(แบบเก่า) ลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ ศาสนากลุ่มนี้มีลักษณะที่คล้ายกันคือ
ทั้งสองกลุ่มมีความเชื่อที่ไม่เหมือนกันคือกลุ่มแรกยอมรับว่าองค์สูงสุดมีอยู่จริง เช่นศาสนาคริสต์และอิสลามเรียก องค์สูงสุดว่าพระเจ้า ผู้นับถือมีเป้าหมายเพื่อการเข้าไปรวมอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ส่วนกลุ่มหลังเช่นศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าหรือ องค์สูงสุด แต่เชื่อในการมีอยู่ของเทพเจ้า (เหล่าพรหมา) ซึ่งเป็นเทวดาชั้นสูงสุดเรียกว่าพรหม แต่ต่างกันตรงที่ผู้ที่นับถือศาสนาศาสนาพุทธไม่ มีเป้าหมายเพื่อการไปรวมอยู่กับพรหม แต่สามารถไปเกิดเป็นพรหมได้ เพราะการรวมอยู่หรือไปเกิดเป็นพรหม เมื่อหมดเหตุปัจจัยก็ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ อันมีต่ำสุดคือนรก สูงสุดคือพรหม อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทางที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้จึงมีทางเดียวเท่านั้นคือ นิพพาน
ศาสนาในโลกถึงแม้จะมีมาก แต่ถ้าจัดเป็นประเภทก็ได้เป็น 2 ประเภท คือ
เชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย หรือเรียกกันว่าพระเจ้า มีพระเจ้าสูงสุด เพียงพระองค์เดียว พระองค์เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งและเชื่อกันว่าพระเจ้าอาจติดต่อมนุษย์ โดยผ่านศาสดาพยากรณ์หลายองค์ เช่น พระอัลเลาะห์ ทรงติดต่อกับท่านนบีมุฮัมหมัด พระยะโฮวาห์ ทรงติดต่อกับ ท่านโมเสส และพระเยซู ส่วนบางศาสนาก็นับถือพระเจ้า หรือเทพเจ้าหลายองค์ อย่าง ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อว่าพระเจ้าอวตารแยกเป็น3องค์ เป็นต้น ศาสนาแบบเทวนิยม ได้แก่
ศาสนาประเภทนี้ ไม่เชื่อในการมีอยู่จริงของพระเจ้า โดยเชื่อว่าโลกและสรรพสิ่งเกิดขึ้นเองตามกฎของธรรมชาติ เชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย ศาสนาประเภทนี้ ได้แก่
ศาสนาในโลกอาจแบ่งเป็นศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ ศาสนาที่ตายแล้ว และศาสนาที่สาบสูญ
ศาสนาที่ตายแล้ว
เส้นทางความใฝ่ฝัน
พอยิ่งแก่ตัวลง
ยิ่งได้คิด ได้ทบทวน
ได้ตักเตือนในหลายเรื่องที่คิดว่าดี
หรือ กระทั่ง มองดูผู้คนรุ่นน้อง ที่กำลังมุ่งมั่นเดินตามความฝัน กระทั่งสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างความฝันให้เป็นความจริง กระทั่งล่าชิงต่อยตีความฝัน จากทั้งผู้คนรอบข้างและจากภายในหัวใจตัวเอง ใครหลายคนที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องทั้งหลาย ต่างทำชีวิตของเขา ให้เหมือนหนังสือที่ผมได้อ่าน
ยิ่งได้รู้จักมักคุ้นหรือรักในน้ำใจ
เรายิ่งอยากอ่านชีวิต
อ่านความฝันเขา
ใน หลายครั้งที่เห็นเส้นทางแห่งชีวิต เห็นความเข้มงวดในตัวเอง เห็นความมุ่งมั่น จนอดคิดไม่ได้ว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาหรือเธอจะเก็บเกี่ยวความฝันที่ใฝ่ไว้ ให้กลายเป็นความจริงในเร็ววัน จนอดไม่ได้อีกเช่นกัน ที่อยากเร่งวันเร่งคืน เพื่อมีโอกาสเห็นความฝันของเขาเหล่านั้นเป็นจริง
แต่ชีวิต
ก็คือ ชีวิต นั่นเอง
ไม่ใช่สิ่งที่มากกว่าหรือน้อยกว่า
ที่ กฏเกณฑ์ใดใดอันมากมายจะก้าวล่วง ในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา ไม่มีใครกำหนดกฎเกณฑ์ได้ดั่งใจปรารถนาทุกสิ่งอย่าง บางเรื่องราวที่เราคิดว่าดีว่างามแล้ว อาจไม่เป็นไปดั่งใจก็เป็นได้ รุ่นพี่รุ่นน้องหรือเพื่อนฝูงหลายคน จึงไม่ได้สมความปรารถนา ทั้งที่เราคิดว่า เขาดีพร้อม
หลายคนล้มหายตายจากไป
ก่อนเวลาความสำเร็จ
ก่อนเสียงปรบมือ
มิตร หลายคนในชีวิตผม ตายไปเพราะน้ำใจที่มอบให้คนอื่น บางคนตายเพราะร่างกายและการทำงาน บางคนตายไปเพราะอุบัติเหตุที่ไม่คิดฝัน หรืออาจเคยพูดหยอกล้อในวงเพื่อนยามค่ำคืน ว่าตายเพราะตะเกียบแทงเหงือก ลูกชิ้นติดคอ หรืออีกหลากมุขตลกไว้หยอกเย้า แต่เอาเข้าจริง ก็ตาย
หลายครั้ง
จึงอดคิดไม่ได้ว่า
สุดเอื้อมแขนของเรา ช่างสั้นนัก
เมื่อ สุดเอื้อมแขน สุดความพยายาม สุดหัวจิตหัวใจแห่งความมุ่งมั่นของชีวิตเราแล้ว เราก็อยากที่จะขยับเขยื้อนไปถึงได้ หรือ อาจเป็นคำสำนวนปราชญ์โบราณ ระหว่าง สิ่งที่คนลิขิต กับ สิ่งที่ฟ้าลิขิต เมื่อคิดว่าผู้คนกำหนดจนจดสุดท้ายแล้ว ก็เป็นหน้าที่ฟ้าที่จะกำหนดต่อไป
ใครหลายคนในชีวิตผม
จึงไม่อาจไปถึง
ความฝันได้
ไม่ ใช่ล้มเหลว แต่เป็นการตายจากไป ท่ามกลางเสียงรำลึกของคนที่รักใคร่ชอบพอ หลายคนตายจากไปพร้อมกับบทเรียนชีวิต ที่มิตรรอบข้างได้เรียนรู้ และหลายคนยังคงไม่ลางเลือน แม้ในวันที่มืดมนของเพื่อนฝูง เขายังคงได้รับการทักทายกล่าวขานในทุกครั้ง ที่เพื่อนมีโอกาส
แต่อีก
หลายคนในชีวิต
ที่แม้ยังมีชีวิต แต่กลับไม่มีฝัน
หลาย ครั้งที่เพื่อนบางคน บ่นทดท้อถึงฝันที่ล้มหายตายจาก หายไปจากหัวใจ หลายครั้งที่เพื่อนบางคนนำฝันเก่าเก่า กลับมาปัดฝุ่นใหม่ นำเรื่องราวแห่งความจริงที่สำเร็จแล้ววางไว้ เพื่อสร้างฝันวัยเด็กอีกครั้ง หลายคนเก็บภาระครอบครัวด้วยความสำเร็จ ไม่ต้องให้คนที่รักเป็นกังวล เพราะสร้างทุกสิ่งอย่างไว้พร้อมแล้ว จึงกลับมาตั้งต้นสร้างฝันครั้งใหม่ของชีวิต
เช่นกัน กับเสียงร่ำไห้ของคน
ที่ล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า
ทั้งผมและเพื่อน
ต่าง เหมือนกัน เหมือนทั้งลมหายใจและเหมือนทั้งชีวิต ที่เคยสมบูรณ์แบบ เหมือนเช่นมนุษย์ทั่วไป และผู้คนทั่วไป ที่ต่างไม่เคยสมบูรณ์ แม้จะมีเสียงยกย่องสรรเสริญเพียงใด เจ้าตัวผู้ได้รับการกล่าวขาน หรือผู้คนซึ่งรู้จักตัวตนของตัวเองดีพอ คงตอบได้ถึงความไม่สมบูรณ์แบบ
ยิ่งได้ฟัง
ได้เห็นแรงบันดาลใจ
จากรุ่นน้องและเพื่อนใหม่ทั้งหลาย
ผม ยิ่งเห็นประกายใจบางอย่างที่เจิดจ้าอยู่ในแววตา เห็นน้ำเสียง เห็นความมุ่งมั่น เห็นหัวใจที่อยากจะล่าทุกสิ่งอย่างของความสำเร็จ หรือล่าฝันที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ผมยิ่งอดรู้สึกไม่ได้ ถึงความท้อถอยในใจตัวเอง ที่บางครั้งก็อดนึกถึงเพื่อนที่ล้มหายกันไป
แม้ใจอยากพูดอยากบอก
กระทั่งคอยเตือน
ถึงโอกาส
และ ความเสี่ยง ที่พร้อมปรากฎตัวขึ้นในทุกครั้งที่เราหลงลืม ผมก็อดไม่ได้ ที่ไม่อยากพูด โดยเฉพาะในโมงยามที่ความฝันกำลังพุ่งพรวด กำลังพรั่งพรู และกำลังหล่อหลอมหัวใจเขา ให้ฮึกเหิมที่จะเดินฝ่าไป แม้จะเป็นยอดเขา หุบเหว หรือห้วงมหาสมุทร เขาก็พร้อมจะก้าวผ่าน
บางครั้ง
บทเรียนของชีวิต
อาจเป็นสิ่งจำเพาะเจาะจง
ใน แต่ละช่วงวัน ช่วงวัย และช่วงของหัวใจที่จะได้เรียนรู้ อาจไม่ใช่คำตอบแบบครอบจักรวาล อภิมหาความรู้ที่จะบอกสอนได้ ภายในชั่ววันคืนเดียว บางครั้งบทเรียนของชีวิต แม้เพียงย่อหน้าเดียวในหนังสือ อาจเป็นทั้งชีวิตของใครบางคน หรือเพียงบรรทัดเดียวของตัวอักษรที่จารึกชื่อผู้คน อาจเป็นห้วงเวลานานหลายสิบปี ของความพยายามเพื่อสร้างตัวอักษร
ใครหลายคน ที่ต่างเดินมา
แล้วเดินทางผ่านไป
อาจถึงฝัน
หรือ ไม่อาจถึงฝัน หลายครั้งที่ผมทำได้ ด้วยการพูดคุย หยอกล้อ เฝ้ามองและพยายามกำกับดูแลชีวิต กำกับหัวใจไม่ให้เตลิด หรือทำในทุกวันด้วยลมหายใจที่มีความสุข หรือด้วยความเข้าใจตัวเองให้มากที่สุด ว่าทุกข์หรือสุขเพียงใด ว่าหนีหายตกหลุมหรือปีนต้นไม้ใด หลายครั้งที่ได้มีโอกาสอยู่กับมิตรรอบข้าง ผมอยากทำให้เขารักษาฝันและความใฝ่เอาไว้
หลายครั้ง
ที่ผมทำได้เพียง
ให้กำลังใจ และ มอบรอยยิ้ม
เพื่อบอกว่า เดินต่อไป เถอะ
ความรัก คือ..ความเข้าใจ..+..ความห่วงใย..และสุดท้ายคือความซื่อสัตย์..
หากคิดจะมีความรัก..
ต้องอย่ากลัวที่จะผิดหวัง..
และจงอย่าคาดหวังกับความรักมากเกินไป..
หากเราคาดหวัดหวังมากเกินไป..
อาจเป็นการกดดันคนรักของเราก็ได้..
และเราไม่ควรที่จะวิ่งตามความรัก..
แต่จงอดทนกับการรอคอยให้ความรักวิ่งมาหาเรา..
ความรักอาจเป็นสิ่งสวยงาม..ล้ำค่า..แต่ในอีกทางหนึ่งความรักก็อาจจะเป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญให้เราเจ็บปวดได้..
แต่ก็มีหลายคนที่ยินยอมจะกระโดดเข้าไปในกองไฟถึงจะรู้ว่ามันร้อนก็ตาม..
เราไม่ควรให้ความรักของเราเหมือนกับไฟ..
แต่ควรให้ความรักเราเป็นเหมือนน้ำมากกว่า..
เพราะน้ำเย็นสบาย..และชุ่มชื่นหัวใจ..
การ ที่เรา2คนตกลงมารักกันแล้วก็เหมือนกับการที่เราได้เข้าไปศึกษาคนอีกคนที่เรา และเขาอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน..เพราะฉนันเราควรจะใช้ความอดทนและรอคอย..
แต่ควรมีความเชื่อใจ..+..ความใว้ใจ..และสุดท้ายคือความซื่อสัตย์..หากแต่เมื่อไหร่ที่คุณเหนื่อย..
หรือท้อแท้..นั่นแปรว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะรักคนอื่นมากไปกว่าการที่คุณรักตัวเอง..
จงคิดก่อนที่จะรัก..
แต่อย่ารักโดยที่ไม่คิด..
เพราะถ้าคุณรักใครโดยที่ไม่คิด..
สุดท้ายความรักนั้น..มันอาจทำให้คุณเจ็บปวด..
และอย่ารักใครเพียงเพราะอยากรัก..
แต่จงรักเพราะมันใจในตัวคุณและมั่นใจในความรักของเขา..
และตัวเขาด้วย..
และอย่าใครเพราะความเหงา..
หรือรักใครเพราะความสงสาร..
เพราะ ความรักนั้นอาจทำให้เราและเขาเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่ายเพราะมันอาจเป็นรักที่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจจบลงได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน..

ความเป็นมาของวันพ่อแห่งชาติ
วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม
หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อแห่งชาติ
โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและ สังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาว ไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดาทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระ เยาว์จนถึงปัจจุบันรวมทั้งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดา มาตุ เรืออากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศริน พระสวามีในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์วลัยลักษณ์และพระเจ้าหลาน เธอทุกพระองค์ ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรวงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังบทร้อยกรองเทิดพระเกียรติว่า
“อันราชาเลี้ยงรักษาซึ่งทวยราษฎร์ ประดุจเป็นปิตุราชอยู่ทุกเมื่อ
ควรที่บุตรสุดรักจักจุนเจือ พระคุณนั้นให้อะเคื้อด้วยภักดี
และอีกบทหนึ่งเทิดพระเกียรติว่า
“ทุกบุปผามาลัยคือใจราษฎร์ ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจสิน
พระคือบิดาข้าแผ่นดิน ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร
ลุ 5 ธันวามหาราช “วันพ่อแห่งชาติ” คือองค์อดิเรก
พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน”
ซึ่งนอกจากพระองค์จะเป็นพระราชบิดาของ พระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงทะนุบำรุงพระราชโอรสธิดาด้วยความรัก และทรงอบรมอนุศาสน์ให้ทรงเจริญวัยสมบูรณ์ และทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทแล้ว พระองค์ยังทรงพระมหากรุณาทะนุบำรุงจัดทุกข์ผดุงสุขพสกนิกรถ้วนหน้า พระองค์ทรงเป็น “พ่อแห่งชาติ” ที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนักในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการทะนุบำรุงชาติบ้านเมืองให้ วัฒนาถาวรสืบไป

สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง
ต่อ มาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม ่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา